ติดต่อลงโฆษณา [email protected]

แสดงกระทู้

ส่วนนี้จะช่วยให้คุณสามารถดูกระทู้ทั้งหมดสมาชิกนี้ โปรดทราบว่าคุณสามารถเห็นเฉพาะกระทู้ในพื้นที่ที่คุณเข้าถึงในขณะนี้


แสดงหัวข้อ - deam205

หน้า: [1] 2 3 ... 9
1

แม็คโคร ชูโมเดล “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” ปูทางแกร่งให้ผู้ประกอบการรายเล็ก เอสเอ็มอี เกษตรกร อยู่รอด อยู่รุ่ง เติบโตยั่งยืน

ในความเคลื่อนไหวตลอดระยะเวลา 32 ปี “แม็คโคร” ได้ชื่อว่าเป็นธุรกิจค้าส่งที่เดินเคียงข้างเอสเอ็มอี เกษตรกร และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเติบโตของผู้ประกอบการรายย่อยในประเทศ ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับเศรษฐกิจฐานรากของไทย การขับเคลื่อนธุรกิจที่ทำให้ผู้เกี่ยวข้องเติบโตเคียงข้างไปด้วยกันจึงมีความน่าสนใจอย่างยิ่ง

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ด้วยเป้าหมายการทำงานของแม็คโคร ในการเติบโตไปพร้อมกับการสนับสนุนลูกค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และเกษตรกรรายย่อยที่เป็นคู่ค้า ให้พัฒนาสินค้าและผลผลิตสู่มาตรฐาน ทำให้เจ้าของธุรกิจรายเล็ก รายกลาง ได้รับโอกาสการขยายตัวไปพร้อมกันกับเรา



“ซัพพลายเออร์ที่เป็นเอสเอ็มอี เกษตรกร และลูกค้าผู้ประกอบการรายย่อย มีส่วนสำคัญที่ทำให้แม็คโครเติบโตจนถึงวันนี้ ด้วยการทำงานอย่างเข้าใจ ทำให้เอสเอ็มอีและเกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศ กว่า 7,500 ราย รวมทั้งลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยทั้ง ร้านค้าปลีก โชห่วย ร้านอาหาร ฯลฯ ได้รับโอกาสที่มากไปกว่า การซื้อมาขายไป แต่ยังจะได้รับคำชี้แนะแนวทางการพัฒนา ต่อยอด โดยมีแม็คโครเป็น คู่คิดธุรกิจ และพี่เลี้ยงที่มีระบบนิเวศน์และการกระจายสินค้าแบบผสมผสาน ทั้งการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ (O2O) เข้าด้วยกัน”

นางศิริพร กล่าวอีกว่า “แม็คโครให้ความสำคัญกับพื้นฐานการทำงานที่ว่าด้วย คุณภาพ ความปลอดภัย และความถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล เป็นเรื่องสําคัญสูงสุด เราได้คัดสรรสินค้าที่หลากหลาย ครบครัน มีคุณภาพดี ในราคาขายส่ง เพื่อให้ลูกค้าผู้ประกอบการรายย่อยในทุกกลุ่มของเรา สามารถลดต้นทุน ประกอบธุรกิจได้อย่างมีกําไร และเติบโต อย่างยั่งยืน”

“ในทุกช่วงเวลาแห่งการเติบโต แม็คโครไม่ได้เป็นคู่คิดทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุข ที่คอยเคียงข้างในการพัฒนา เสริมทักษะความรู้ด้านการตลาด พฤติกรรมการบริโภคในแบบวิถีใหม่ อาทิ การส่งเสริมการทำผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมปรุงพร้อมทานแช่แข็ง ในขนาดบรรจุที่เหมาะกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่”



สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อย โชห่วย จำนวน 500,000 ราย และ ผู้ประกอบการร้านอาหาร ที่มีอยู่กว่า 300,000 ราย แม็คโครได้ตั้ง โครงการแม็คโคร มิตรแท้โชห่วย และ แม็คโคร โฮเรก้า อคาเดมี ขึ้นมาดูแลให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว โดยใช้ความเชี่ยวชาญในธุรกิจมาแบ่งปันกับผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างทั้งยอดขาย ทำรายได้ และการขยายธุรกิจให้เติบโต กลายเป็นเครือข่ายคนทำธุรกิจรายเล็กที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันอย่างเหนียวแน่น

“แม้ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากยุคโควิด-19 ธุรกิจรายเล็ก เกษตรกรเดือดร้อน เราก็ทำทุกวิถีทางที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเข้าไปช่วยเหลือรับซื้อผลผลิตที่ประสบปัญหา ร่วมมือกับพันธมิตรผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ช่วยกันลดราคาสินค้าให้ผู้ประกอบการไม่ต้องแบกภาระต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมสภาพคล่องให้มีกำหนดระยะเวลาการชำระสินค้า (Credit Term) แก่เกษตรกรรายย่อย ไม่เกิน 30 วัน ก็ทำให้หลายธุรกิจมีกำลังเดินต่อไปได้ ” นางศิริพร กล่าว

นอกจากนี้ แม็คโครยังไม่หยุดที่จะพัฒนาศักยภาพและต่อยอดธุรกิจให้เอสเอ็มอีเติบโตและขยายตลาดในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีสินค้าจากผู้ผลิตเอสเอ็มอีมากกว่า 100 รายการถูกนำไปวางจำหน่ายผ่านสาขาของแม็คโครใน กัมพูชา และเมียนมา และมีอีกหลายรายที่กำลังจะดำเนินรอยตาม

2


"โควิด-19" ยังคงเดินหน้าสร้างความเจ็บปวด เป็นบาดแผลลึกให้คนทั้งโลก เศรษฐกิจที่ถูกทุบทำลายย่อยยับ เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ที่ประเทศไทยถูกผลกระทบจากโควิด แม้วันนี้ดูเหมือนจะเริ่มมีเค้าลางของความหวัง แต่ตราบใดที่ผู้ติดเชื้อยังคงมีอยู่เป็นหลักหมื่น มีผู้เสียชีวิตในทุกวัน เราคงไม่สามารถไว้วางใจอะไรได้

ความพยายามจำกัดการแพร่ระบาดด้วยการ "ฉีดวัคซีน" สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ การพลิกฟื้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านมาตรการเยียวยา ยังคงต้องทำต่อไป และทำอย่างต่อเนื่อง

โรคระบาดครั้งนี้เป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่โลกต้อง "จดจำ" และ "วางแผน" รับมือกับโรคระบาดอุบัติใหม่ ที่อาจกำลังจ้องโจมตีเราได้อีกในอนาคต

หากสิ่งหนึ่งที่เป็นผลจากวิกฤติครั้งนี้ คือ ดิสรัปครั้งใหญ่ที่เปลี่ยนวิถีชีวิต วิธีคิดในเรื่องต่างๆ ระบบเศรษฐกิจ โลกธุรกิจ โลกการเงิน จะคิดแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว โควิดทำให้โลกเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน บางธุรกิจทำธุรกิจแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว ขณะที่ บางธุรกิจอาจได้ประโยชน์หากปรับตัวรับบริบทโลกที่เปลี่ยนไปได้ 

เราจึงเห็นองค์กรธุรกิจที่รอให้โควิดลาจากไม่ได้ ต้องชิงปรับโครงสร้างรับการเปลี่ยนแปลงนี้เพิ่มมากขึ้น ธนาคารขนาดใหญ่ของประเทศไทย อย่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ ลุกขึ้นทรานส์ฟอร์มตัวเองครั้งใหญ่ กลายเป็น เทค คอมพานี หรือ "SCBX" อย่างเต็มรูปแบบ

ด้วยวิสัยทัศน์ผู้บริหารที่เห็นว่า จะเป็นแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว ต้องรื้อแนวคิด ปรับรูปแบบบริการที่ต้องพร้อมเข้าสู่สนามการแข่งขันแบบใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น การปรับครั้งนี้ เอสซีบี แตกบริษัทแตกไลน์ธุรกิจออกไปมากมาย ดึงเทคโนโลยีเข้ามาเป็นแก่นหลักของการขับเคลื่อนธุรกิจ ตอบโจทย์ความต้องการโลกใหม่

เช่นเดียวกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส อีกหนึ่งธุรกิจที่ปรับตัวอย่างหนัก จากการร่วมทุนกับธนาคารไทยพาณิชย์ แตกบริษัทสู่ เอไอเอสซีบี จากโมบายโอเปอเรเตอร์ ข้ามสมรภูมิมาร่วมรุกบริการการเงินดิจิทัลในอีกขาหนึ่งอย่างเต็มรูปแบบ

เหล่านี้ คือผลจากบริบทโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้หลังจากนี้ จะได้เห็นการข้ามสายพันธุ์ของธุรกิจเพิ่มมากขึ้น เพราะการทำธุรกิจแบบเดิมในสมรภูมิเดิมไม่ใช่คำตอบอีกต่อไปแล้ว ใครปรับตัวได้ไว ก้าวไปสู่กรอบความคิดใหม่ได้เร็วจะได้เปรียบ

"การปรับตัวของธุรกิจ" ในช่วงนี้ ทำให้เห็นว่าภาครัฐ ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายประเทศ ต้องกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์ชาติเพื่อรับโลกที่เปลี่ยนเร็วให้ได้ มีมาตรการที่เอื้อต่อการสนับสนุนธุรกิจที่พยายามปรับตัว วางโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมสนับสนุนการแข่งขัน และผลักดันให้บริษัทเหล่านี้เติบโตได้ในเวทีระดับภูมิภาค หรือระดับโลก 

รัฐบาลต้องใช้โอกาสนี้ปฏิรูปในหลายเรื่องที่ยังเป็นปัญหาติดขัดในเชิงโครงสร้าง เงื่อนไขต่างๆ ที่ไม่ได้สนับสนุนและสอดคล้องไปกับบริบทโลกที่เปลี่ยนไป เร่งวางโรดแมพประเทศเข้าสู่เส้นทางแห่งการฟื้นฟูด้วยแนวคิดใหม่ การแข่งขันในโลกใหม่ สร้างความมั่นใจให้เอกชนได้บ้าง...น่าจะดีกว่านี้ไม่น้อย 

3

พลพรรค 'อัซซูร่า' นาโปลี ยังเดินหน้ารักษาฟอร์มเก่ง บุกไปไล่ต้อน ซามพ์โดเรีย ถึงถิ่น 4-0 ทำสถิติคว้าชัย 5 นัดติดต่อกัน รั้งจ่าฝูงของตาราง ศึกกัลโช เซเรีย อา อิตาลี

ศึกฟุต.กัลโช เซเรีย อา อิตาลี คืนวันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน 2564 เกมที่น่าสนใจ นาโปลี ยกพลไปเยือน ซามพ์โดเรีย ที่สตาดิโอ ลุยจิ เฟร์ราริส

นาโปลี ภายใต้การคุมทีมของ ลูเซียโน่ สปัลเล็ตติ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เก็บชัยชนะมา 4 เกมรวด ล่าสุดบุกต้อน อูดิเนเซ่ 4-0 ขณะที่ ซามพ์โดเรีย ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเช่นกัน เกมล่าสุดบุกไปเอาชนะ เอ็มโปลี 3-0

ปรากฎว่าเกมนี้ 'อัซซูร่า' นาโปลี ยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ไล่ต้อนเอาชนะ ซามพ์โดเรีย ไปแบบขาดลอย 4-0 ได้ประตูจาก วิคเตอร์ โอซิมเฮน น.10, 50 ฟาเบียน รุยซ์ น.39 และปีโอเตอร์ ซีลินสกี น.59

จากชัยชนะดังกล่าวส่งผลให้ นาโปลี เก็บชัยชนะในศึกกัลโช เซเรีย อา 5 นัดรวด มี 15 แต้มเต็ม ขึ้นไปรั้งตำแหน่งจ่าฝูงของตาราง ขณะที่ ซามพ์โดเรีย มี 5 คะแนนเท่าเดิม รั้งอันดับ 13 ของตาราง

รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม
ซามพ์โดเรีย : เอมิล อูเดโร่ (GK), บาร์ตอสซ์ เบเรสซินสกี, มายะ โยชิดะ, โอมาร์ คอลลีย์, ทอมมาโซ่ อูเจลโล่, อันโตนิโอ คันเดรว่า, มาร์เทน ธอร์สบี, อาเดรียน ซิลวา, มิกเกล ดามส์การ์ด, ฟรานเชสโก คาปูโต, ฟาบิโอ กวายาเรลล่า

นาโปลี : ดาวิด ออสปิน่า (GK), จิโอวานนี ดิ โลเรนโซ่, อาเมียร์ ราห์มานี, คาลิดู คูลิบาลี, มาริโอ รุย, อังเดร-แฟรงค์ แซมโบ อันกิสซ่า, ฟาเบียน รุยซ์, เฮอร์วิง โลซาโน, ปีโอเตอร์ ซีลินสกี, ลอเรนโซ่ อินซิเญ่, วิคเตอร์ โอซิมเฮน

4
การดูดไขมันถือเป็นการทำศัลยกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำด้วยทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้และที่ FAT Center ก็ได้รับความนิยมในเรื่องของการดูดไขมันที่มีเทคนิคเฉพาะตัวในเรื่องนี้รวมถึงประสบการณ์ มาดูกันดีกว่าว่าทำไมต้องดูดไขมันที่นี่





ทำไมต้องดูดไขมันที่ FAT Center 

- FAT Center มีทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์และมีความชำนาญในด้านการดูดไขมันโดยตรงซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการดูดไขมัน เพราะไม่ใช่ว่าใครก็สามารถทำได้ การดูดไขมันต้องทำโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญมากเพราะคนไข้แต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน ทั้งสัดส่วนของร่างกายและปริมาณไขมันดังนั้นต้องประเมินและวิเคราะห์ออกมาแบบละเอียด เพื่อผลลัพธ์ที่ดีและความปลอดภัยของคนไข้เอง

- FAT Center มีเครื่องมือที่ใช้ในการดูดไขมันที่ทันสมัยได้มีมาตรฐานในระดับสากล มีคุณภาพและมีความปลอดภัยในการให้บริการ ซึ่งจะทำให้ได้สัดส่วนที่ดี สามารถเลือกเครื่องมือได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละคนเพื่อจะได้แก้ไขปัญหาของคนไข้ได้อย่างถูกจุด เพราะความแตกต่างของบุคคลจำเป็นต้องใช้เครื่องมือแต่ละเครื่องให้เหมาะสมด้วย 





- ทีมแพทย์ของ FAT Center มีเทคนิคเฉพาะ ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของการดูดไขมันแล้วมีแผลขนาดเล็ก มีความเจ็บปวดน้อยเรียกว่านอนชิล ๆ ระหว่างการดูดไขมันเลยก็ว่าได้ และหลังจากที่ทำแล้วยังพักฟื้นในระยะเวลาไม่นานอีกด้วย
 
- มีบริการหลังจากการดูดไขมันที่ดี มีความเอาใจใส่คนไข้ทุกราย หลังจากที่ดูดไขมันแล้วยังมีวิธีที่ช่วยให้ผิวหนังกระชับได้เร็วขึ้น กระตุ้นให้รูปร่างเข้าที่เข้าทางได้เร็วขึ้น และดูแลใกล้ชิดตั้งแต่ขั้นตอนแรกที่เข้ารับคำปรึกษา การให้คำแนะนำในการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการดูดไขมัน การติดตามอาการหลังจากนั้นไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายที่ได้รับผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ 

มั่นใจได้เลยว่าการดูดไขมันที่ FAT Center พร้อมดูแลและให้บริการแบบเต็มที่ทุกขั้นตอน เพื่อให้คนไข้ได้รับบริการที่ดีตั้งแต่ครั้งแรกไปจนถึงตอนที่ได้รับหุ่นสวย รูปร่างดีกระชับอย่างที่ต้องการ และที่สำคัญราคาตรงปกแน่นอน!
ติดต่อเราได้ที่ 099-426-3939 หรือ http://m.me/fatcenter 



 
 

5
มารดาแม่ตั้งครรภ์ทานข้าวกล้องออแกนิค Low GI ข้าวอร่อยโภชนาการสูงสำหรับคุณแม่ให้นมบุตร ข้าวสุรินทร์ 100%
กลุ่มข้าวอินทรีย์สุรินทร์ ทำไมต้องเป็นข้าวอินทรีย์ โครงการนาข้าวอินทรีย์  การผลิตข้าวออร์แกนิค

9 เหตุผลที่คุณแม่ตั้งครรภ์ …..ควรรับประทานข้าวกล้องออร์แกนิค ( ข้าวกล้องออแกนิค)
        การรับประทาน “#ข้าวกล้องออร์แกนิค หรือ  ข้าวปลอดสารสุรินทร์ ” ส่งผลดีต่อลูกน้อยในครรภ์และสุขภาพคุณแม่มากมาย ถือเป็นหนึ่งในอาหารกลุ่มให้พลังงาน ข้าวกล้องเป็นข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี จึงยังคงไว้ด้วยคุณค่าสารอาหารมากกว่าขาวที่ถูกขัดสีแล้ว  เรามากันทำไมคุณแม่ตั้งครรภ์ควรกิน  “#ข้าวกล้องออร์แกนิค”  ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้




1.  ข้าวมะลินิลเกษตรอินทรีย์, ข้าวกล้องออร์แกนิคมีเส้นใยอาหาร ซึ่งช่วยในเรื่องของอาการท้องผูกและมะเร็งลำไส้
2.   ข้าวกล้องหอมมะลินิลเกษตรอินทรีย์  , ข้าวกล้องออร์แกนิคเมื่อรับประทานข้าวกล้องเป็นประจำ จะช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ป้องกันการเกิดปากนกกระจอก เนื่องจากมีวิตามินบี 2
3.  ข้าวหอมมะลิออแกนิก, ข้าวกล้องออร์แกนิคบรรเทาอาการอ่อนเพลีย อาการปวดแสบและเสียวในขา ปวดน่อง ปวดกล้ามเนื้อ
4.  ข้าวกล้องหอมมะลิorganic, ข้าวกล้องออร์แกนิคมีฟอสฟอรัส ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน และเส้นผม
5. ข้าวปะกาอำปึลออแกนิคคือ, ข้าวกล้องออร์แกนิคมีธาตุเหล็กมากเป็น 2 เท่า ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง
6.ข้าวปะกาอำปึลเพื่อสุขภาพ  , ข้าวกล้องออร์แกนิกมีเกลือแร่ และวิตามินรวมกันกว่า 20ชนิด ซึ่งช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
7. ปลูกข้าวผกาอำปึลออแกนิค, ข้าวกล้องออร์แกนิกมีโปรตีนมากกว่า 20-30% ช่วยเสริมสร้างร่างกาย ซ่อมแซมเซลล์ส่วนที่สึกหรอ
8.  ข้าวหอมมะลิแดงเพื่อสุขภาพ, ข้าวกล้องออร์แกนิกมีแคลเซียมจำเป็นที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับ ช่วยให้กระดูกแข็งแรง และยังช่วยป้องกันการเกิดตะคริว ซึ่งคุณแม่ตั้งครรภ์กว่า 90% ต้องเผชิญ
9.  ข้าวกล้องหอมมะลิแดงorganic, ข้าวกล้องออร์แกนิกมีแป้งมีน้อยกว่าข้าวขาว ช่วยลดความอ้วน เนื่องจากได้รับสารอาหารต่างๆ ที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้น มีผลทำให้สุขภาพจิตใจของคุณแม่ตั้งครรภ์ดีขึ้น เพราะสุขภาพร่างกายแข็งแรง สดชื่น แจ่มใส

หลังจากรู้คุณค่าของ “ข้าวกล้องออร์แกนิค”  กันแล้ว อย่าลืมซื้อ “ข้าวกล้องออร์แกนิก”  มาทานกันนะคะ

ข้าว Hor.Boutique ข้าวไรซ์เบอรี่ หรือ ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่   ข้าวอินทรีย์
277 หมู่ 14 ถ.พิชิตชัย ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000
โทร. 092-8245655
website :   ข้าวหอมมะลิอินทรีย์
Line: @Hor.Boutique

เรามีข้าวอินทรีย์ 7 ประเภทครับ
1. ข้าวหอมมะลิเพื่อสุขภาพ
2.  ข้าวกล้องอินทรีย์หอมมะลิ
3.  ข้าวปะกาอำปึลออร์แกนิค   ข้าวผกาอำปึลอินทรีย์กรมการข้าว(ข้าวพื้นถิ่นออแกนิกสุรินทร์) 4.  ข้าวกล้องอินทรีย์ผสมหลายสายพันธุ์สุรินทร์
5.  ขายข้าวกล้องหอมมะลิแดงอินทรีย์ 6. ข้าวกล้องหอมมะลินิลเกษตรอินทรีย์
7. ข้าวไรซ์เบอรี่ออแกนิคคือ  ข้าวไรซ์เบอร์รี่ปลอดสารพิษ

#ข้าวคนท้อง  #ข้าวสำหรับคนท้อง   #ข้าวคนตั้งครรภ์   #ข้าวสำหรับคนตั้งครรภ์  #คนท้องกินข้าวกล้อง  #คุณแม่ตั้งครรภ์
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 

6

ติดปีกนักลงทุนไทย ด้วยแอปพลิเคชัน "FinVest" เป็นแอปพลิเคชันลงทุนแรกในประเทศไทย ที่มีฟีเจอร์ Offshore ให้นักลงทุนสามารถซื้อขายกองทุนต่างประเทศได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านคนกลาง

การลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในช่วงนี้ หลังหลายประเทศเริ่มฟื้นตัวจากการระบาดของโควิด-19 ผู้คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เริ่มกลับมาเดินเครื่องอีกครั้ง ถือเป็นปัจจัยบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน    

นอกจากนี้ ยังช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในประเทศ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบหนักจากวิกฤตโควิด-19 จีดีพีไทยเสี่ยงหดตัวติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศแม้จะเริ่มลดลง แต่ยังทรงตัวในระดับสูงมากกว่า 10,000 คนต่อวัน ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยยังผันผวนสูง
ที่ผ่านมา

การลงทุนซื้อหวยออนไลน์ถูกกฎหมายในตลาดหุ้นต่างประเทศ นักลงทุนไทยส่วนใหญ่ต้องลงทุนผ่านกองทุนรวมคนกลาง ไม่สามารถลงทุนได้โดยตรงด้วยตนเอง ทำให้เสียค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อนหลายต่อ แถมยังมีให้เลือกลงทุนเพียงไม่กี่กองทุนเท่านั้น ส่วนถ้าอยากจะลงทุนกองทุนต่างประเทศโดยตรงก็จำกัดเฉพาะกลุ่ม เงินลงทุนขั้นต่ำก็สูงและต้องดำเนินการหลายขั้นตอนกว่าจะซื้อขายได้แต่ละครั้ง

แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ถ้าเลือกลงทุนผ่านแอปพลิเคชัน FinVest แอปพลิเคชันลงทุนแรกในประเทศไทยที่มีฟีเจอร์ Offshore ให้นักลงทุนสามารถซื้อขายกองทุนต่างประเทศได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านคนกลาง 

ภายใต้แนวคิด “ติดปีกการลงทุนให้คุณ” แอปพลิเคชัน FinVest ถูกพัฒนาขึ้นจากความร่วมมือของธนาคารกสิกรไทย, ลู อินเตอร์เนชันแนล บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการลงทุนระดับโลกในเครือผิงอันกรุ๊ป (Ping An Group) และ กลุ่มโรโบเวลธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Wealth Tech โดยหวังที่จะปิด Pain point ที่เล่ามาข้างต้น ให้นักลงทุนไทยเข้าถึงการลงทุนได้ “ง่าย” ขึ้น
 


หลังจากเปิดตัวมาไม่ถึง 1 ปี ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 130,000 บัญชี ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มทางเลือกและโอกาสทำกำไรให้กับนักลงทุนไทย จึงเป็นที่มาของฟีเจอร์ Offshore ที่จะพานักลงทุนไทยติดปีก บินไปได้ไกลกว่าเดิม

โดย FinVest ได้คัดเลือกกองทุนรวมกว่า 1,000 กองทุน จาก 33 บลจ. ชั้นนำทั่วโลก อาทิ Baillie Gifford, Schroder, BlackRock, UBS, Invesco, Matthews Asia, Nikko ARK, BNY Mellon ซึ่งผ่านการคัดเลือกโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ครอบคลุมทุกธีมเด่นตามเมกะเทรนด์โลก ให้นักลงทุนได้เลือกลงทุนได้ตามความสนใจของแต่ละท่าน

FinVest มีกองทุนให้เลือกหลากหลาย สอดคล้องกับเมกะเทรนด์โลก อาทิเช่น  Blockchain, Energy Transition, Healthcare Innovation ที่มีลงทุนในบริษัทผู้ผลิต Covid-19 vaccine ชั้นนำ, Smart Mobility, Global Growth ฯลฯ 

เรื่อง “ความง่าย” ก็ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญ เพราะ FinVest เริ่มต้นลงทุนง่าย สะดวกทุกขั้นตอน ครบ จบในแอปฯ เดียว ให้นักลงทุนสามารถเปิดบัญชีได้ทันทีผ่านสมาร์ทโฟน และเลือกผูกบัญชีได้หลายธนาคาร โดยสามารถซื้อกองทุนรวมต่างประเทศได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องซื้อผ่าน Feeder Fund ซึ่งปกติจะมีค่าบริหารจัดการกองทุนอยู่ที่ประมาณ 1-1.5% ทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วย กำหนดให้ลงทุนขั้นต่ำเพียง 30,000 บาทเท่านั้น 

ที่สำคัญ สามารถใช้สกุลเงินบาทซื้อกองทุนต่างประเทศได้เลย ไม่ต้องแลกเป็นสกุลเงินต่างประเทศก่อน เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความคล่องตัวในการซื้อขายให้กับนักลงทุน นอกจากนี้ ยังมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ อัพเดทข้อมูลข่าวสาร ชี้เป้ากองทุนเด็ดจากทั่วโลกเป็นประจำทุกสัปดาห์ ซึ่งทุกๆ กระบวนการอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


ทั้งนี้ มีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับนักลงทุนที่ซื้อขายโดยตรงบนแอปฯ FinVest ระหว่างวันนี้ – 15 พ.ย. 2564 โดยฟรีค่าธรรมเนียมจากการขายหน่วยลงทุน (Front-end-fee) แบบไม่มีเพดาน

สำหรับ 5 กองทุนแนะนำ ได้แก่

กองทุน Robeco Smart Mobility จาก UOBAM : ธีมการลงทุน Smart Mobility มาพร้อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่เริ่มเติบโตขึ้น โดยเน้นลงทุนในผู้นำทางด้านเทคโนโลยีและ disruptor ที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ไร้คนขับ การเดินทางในรูปแบบใหม่ๆ รูปแบบการใช้พลังงานที่จะเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้ามากขึ้น

กลุ่มอุตสาหกรรมที่กองทุนลงทุนได้แก่ EV Component 36%, EV Man.cturer 25%, Autonomous Driving & Share Mobility 24%, EV Infrastructure 15% 

โดยที่ผ่านมา กองทุนทำผลตอบแทนได้ 35.6% ในปี 2019 และ 61.3% ในปี 2020

กองทุน Global Energy Transition จาก Schroder ISF : ธีมการลงทุนในพลังงานสะอาดนอกจากจะเป็น megatrend และมีความจำเป็นสำหรับโลก โดยจะเน้นลงทุนระยะยาวใน 30-50 ในบริษัทที่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงานสะอาด และจะไม่ลงทุนในพลังงานเชื้อเพลิงแบบเดิม (fossil fuel) หรือพลังงานนิวเคลียร์ โดยกองทุน Global Energy Transition จาก Schroder ISF ซึ่งมุ่งลงทุนในบริษัทชั้นนำด้านธุรกิจและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดระดับโลก เติบโต 91.9% ในปี 2563

กองทุน Blockchain Innovation จาก BNY Mellon : เน้นลงทุนใน 30-50 บริษัทที่นำนวัตกรรมบล็อกเชนมาปรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมการนำมาใช้เพื่อหารายได้หรือธุรกิจใหม่เพิ่มเติม หรือการนำมาปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุน

แม้ว่ากองทุนจะจัดตั้งขึ้นในปี 2019 ทีมลงทุนของ BNY Mellon มีการจัดการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับธีมการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Blockchain Technology มาตั้งแต่ปี 2015 พร้อมด้วยทีมงานวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและทีมการวิเคราะห์เชิงปริมาณเพื่อใช้คัดเลือกหุ้น โดยผลงานในปี 2020 กองทุนทำผลตอบแทนได้ 46.19%

กองทุน Healthcare Innovation จาก Schroder ISF : มีกลยุทธ์การลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมย่อย เช่น การรักษาโดยเทคนิคพิเศษทางพันธุกรรม เทคโนโลยีทางการแพทย์ประเภทหุ่นยนต์ผ่าตัด การบริการทางการแพทย์อย่าง Telehealth การนำข้อมูลดิจิทัลเพื่อวิเคราะห์ร่างกาย และการดูแลสุขภาพ Wellbeing โดยลงทุนประมาณ 50-70 บริษัทเพื่อกระจายความเสี่ยง นอกจากนี้กองทุนฯ ยังถือหุ้นในบริษัทที่ผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่เป็นที่ต้องการสูงทั่วโลก ทั้ง Johnson & Johnson, Pfizer, AstraZeneca

บริษัทจัดการกองทุนมีประสบการณ์ดูแลการลงทุนในอุตสาหกรรม Healthcare ตั้งแต่ปี 2000 ปัจจุบันมีผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่านประสบการณ์ในการลงทุนรวมกันกว่า 90 ปี ดูแลสินทรัพย์ลงทุนในกลยุทธ์นี้กว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ สร้างผลตอบแทนปี 2020 ได้ 42.5%

กองทุน Long Term Global Growth จาก Baillie Gifford : เน้นลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสเติบโตโดดเด่น และมีความสามารถในการแข่งขันเหนือคู่แข่งในแต่ละอุตสาหกรรม โดยมีนโยบายกระจายการลงทุนในหุ้นทั่วโลก โดยไม่มีข้อจำกัดด้านภูมิภาค อุตสาหกรรม และมูลค่าตลาดของหุ้นที่ลงทุน  ปัจจุบันถือหุ้นทั้ง Facebook, Amazon, NetFlix, Tencent, Spotify, Moderna ฯลฯ 

กองทุนจะลงทุนในหุ้นประมาณ 30-60 บริษัท แต่ละบริษัทไม่เกิน 10% เน้นการลงทุนระยะยาวและตั้งเป้าหมายชนะดัชนีชี้วัดมากกว่า 3% ต่อปีอย่างสม่ำเสมอ เน้นการแสวงหาบริษัทที่เติบโตอย่างโดดเด่นจากทั่วโลก โดยในปี 2563 มีผลตอบแทน 95.62% 

ทั้งนี้ สำหรับผู้ต้องการทำความเข้าใจเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศเพิ่มเติม สามารถสมัครเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ (โปรแกรม Zoom) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อเรียนรู้โอกาสเพิ่มกำไรด้วยการลงทุนตรงกองทุนต่างประเทศกับ FinVest และเข้าใจตลาดการเงินโลกยุคโควิด-19 จากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ในหัวข้อ “ติดปีกการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ” วันที่ 5 ต.ค.64 เวลา 19.00-20.20 น.

ซึ่งจะได้พบกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน คุณกิตติ สุทธิอรรถศิลป์ ผู้ช่วยผู้จัดการ สายงาน Strategic Initiatives & Industry Utility ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, คุณชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม Robowealth และมุมมองจากตัวแทนนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ คุณพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บมจ. Proud Real Estate

ลงทะเบียนเพื่อรับลิงค์ zoom เข้าร่วมงานได้ที่ https://finvest.onelink.me/CoWV/1da81f97

ดาวน์โหลดและลงทะเบียนใช้ FinVest App. เพิ่มโอกาสทำกำไรกับการซื้อกองทุนต่างประเทศโดยตรงได้แล้ววันนี้ ที่ https://finvest.onelink.me/CoWV/d88bb9c6 และสามารถติดตามความรู้และอัพเดทข้อมูลด้านการลงทุนเพื่อไม่พลาดโอกาสทำกำไรได้ที่ https://bit.ly/3nWNSCm หรือเฟซบุ๊ก FinVest

7


พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมเพื่อหารือการขับเคลื่อนแผนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ร่วมกับหน่วยงานภายในและภายนอกที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบทางไกล teleconference โดยมี นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ร่วมให้ข้อมูลการจัดทำ 'Phuket Sandbox' เพื่อแลกเปลี่ยนและหาแนวทางที่เหมาะสมและเตรียมพร้อมในการเปิดกรุงเทพฯ รองรับการท่องเที่ยว เพื่อให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการควบคุมโรค โดยไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด -19 จากนักท่องเที่ยวมาสู่ประชาชน ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวต้องไม่ได้รับเชื้อจากประชาชนด้วย เนื่องจากพื้นที่กรุงเทพฯ มีความแตกต่างจากภูเก็ตที่มีสภาพเป็นเกาะ แนวทางการทำ 'Bangkok Sandbox' อาจมีรายละเอียดที่แตกต่างไปบ้าง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างแสดงความพร้อมที่จะผลักดันให้สามารถเปิดกรุงเทพฯ ได้โดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรมควบคุมโรค สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(องค์การมหาชน) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว สมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย สมาคมโรงแรมไทย สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย สมาคมสปาไทย สมาคมภัตตาคารไทย สมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ สมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม จากชุดข้อมูลของคณะกรรมการวิชาการประเมินความพร้อมในการเปิดพื้นที่ระบุว่ากรุงเทพฯ มีความพร้อม 51.64% พิจารณาจากความก้าวหน้าในการได้รับวัคซีนของคนกรุงเทพฯ ขณะนี้อยู่ที่ 44.09% ควรได้รับวัคซีนคนบ 2 เข็ม 70% ขึ้นไป โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง 608 ที่ควรถึง 80% ก่อน ประกอบกับยังต้องมีการหารือเพิ่มเติมถึงมาตรการและเงื่อนไขที่ชัดเจน จึงจะกำหนดเป้าหมายวันเปิดเมืองพร้อมวางไทม์ไลน์ให้ทุกฝ่ายได้เตรียมพร้อมที่สุดในการเปิดเมืองครั้งนี้ โดยจะมีการนัดประชุมหารือกันต่อไป

8

ณ ปี 2563 บริษัทจดทะเบียนใน SET และ mai มีจำนวน 743 บริษัท เพิ่มขึ้น 17 บริษัทจากปีก่อนหน้า โดยพบว่ามีจำนวนพนักงานรวมทั้งสิ้น 1,608,495 คน คิดเป็นร้อยละ 4.2 ของจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้น 130,643 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 จากปีก่อนหน้า โดยมีพนักงานจากบริษัทจดทะเบียนใน SET 1,542,749 คน และพนักงานจากบริษัทจดทะเบียนใน mai 65,746 คน และหากพิจารณาเป็นค่าเฉลี่ยการจ้างงานต่อบริษัท พบว่าค่าเฉลี่ยการจ้างงานของบริษัทจดทะเบียนใน SET และ mai เท่ากับ 2,165 คน ขณะที่ค่าเฉลี่ยการจ้างงานของบริษัทที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ทั้งหมดในประเทศไทย เท่ากับ 66 คน

ท่ามกลางวิกฤต COVID-19 ในปี 2563 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะตลาดแรงงาน จากข้อมูลของสำนักงานสถิติ พบว่ามีอัตราการว่างงานทั่วประเทศสูงขึ้นจากร้อยละ 0.96 ณ สิ้นปี 2562 เป็นร้อยละ 1.49 ณ สิ้นปี 2563 และพบว่าในภาคใต้มีอัตราการว่างงานสูงที่สุด สอดคล้องกับหลายอุตสาหกรรมในภาคใต้ที่พึ่งพิงการท่องเที่ยวเป็นหลัก ทำให้มีธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมาก รองลงมาคือกรุงเทพฯ หนึ่งในศูนย์กลางทางธุรกิจที่มีบริษัทกระจุกตัวอย่างหนาแน่น สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 ที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานมากขึ้น หากการแพร่ระบาดยังคงต่อเนื่องยาวนาน

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐบาลได้ให้การสนับสนุนแก่ตลาดแรงงานไทยผ่านหลายๆ โครงการ เช่น โครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่สำหรับผู้จบการศึกษาใหม่โดยภาครัฐและเอกชน (Co-Payment) โดยจ้างงานเด็กจบใหม่ จำนวน 2.6 แสนคน และรัฐบาลช่วยเอกชนสนับสนุนเงินค่าจ้างร้อยละ 50 สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาท ต่อคนต่อเดือน ซึ่งพบว่ามีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการมากถึง 12,324 ราย และมีจำนวนอัตราตำแหน่งงานทั้งหมด 140,011 ตำแหน่ง2 รวมทั้งจัดตั้งโครงการไทยมีงานทำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และงาน Job Expo 2020 เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและสนับสนุนการจ้างงาน ภายหลังวิกฤต COVID-19

ณ สิ้นปี 2563 บริษัทจดทะเบียนใน SET และ mai มีจำนวนเพิ่มขึ้น 17 บริษัทจากปีก่อนหน้า ซึ่งประกอบด้วยบริษัทจดทะเบียนเข้าใหม่ 26 บริษัท และเพิกถอน 9 บริษัท ส่งผลให้ ณ สิ้นปี 2563 ภาพรวมของการจ้างงานโดยบริษัทจดทะเบียนใน SET และ mai เพิ่มขึ้น 130,643 คน คิดเป็นเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 จากปีก่อนหน้า โดยเพิ่มขึ้นจากบริษัทจดทะเบียนเข้าใหม่จำนวน 111,893 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 85.6 ของจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้น โดยพบว่าพนักงานของบริษัทจดทะเบียนใน SET เพิ่มขึ้น 123,545 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 8.7 จากปีก่อนหน้า และใน mai เพิ่มขึ้น 7,098 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 12.1 จากปีก่อนหน้า ทั้งนี้จากข้อมูลรายงานในปี 2563 บริษัทจดทะเบียนใน SET และ mai มีการรายงานการจ่ายผลตอบแทนให้พนักงานรวมทั้งสิ้น 8.16 แสนล้านบาท

เมื่อพิจารณาเฉพาะบริษัทจดทะเบียนใน SET และ mai ที่รายงานข้อมูลจำนวนพนักงานอย่างต่อเนื่อง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2561-2563 จำนวนทั้งสิ้น 619 บริษัท พบว่า ณ สิ้นปี 2563 บริษัทจดทะเบียนใน SET และ mai มีจำนวนพนักงานรวมทั้งสิ้น 1,263,634 คน โดยลดลงจากปีก่อนหน้า 119,109 คน หรือลดลงร้อยละ 9 จากปีก่อนหน้า ทั้งนี้พบว่าพนักงานในบริษัทจดทะเบียนใน SET ลดลง 115,449 คน และใน mai ลดลง 3,660 คน   ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 และการแยกธุรกิจบางส่วนออกมาจดทะเบียนเป็นบริษัทย่อย ทำให้จำนวนพนักงานในบริษัทเดิมลดลง 22,977 คน

เมื่อพิจารณาจำนวนพนักงานจำแนกรายกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมบริการ (Services) เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีจำนวนพนักงานมากที่สุดในทุกปี โดยคิดเป็นประมาณร้อยละ 30 ของจำนวนพนักงานทั้งหมดในปี 2563 และพบว่าการจ้างงานในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ลดลงเพียงเล็กน้อย แม้จะได้รับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 อย่างรุนแรง อาจเพราะบริษัทจดทะเบียนฯ หลายแห่งมีมาตรการในการรับมือที่ค่อนข้างดี เช่น การปรับรูปแบบธุรกิจให้เป็นแบบ e-commerce หรือ delivery เพื่อสร้างกระแสเงินสดเป็นค่าตอบแทนพนักงาน

9


การคัมแบ็ก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อาจเป็นดีลที่ทำให้เด็กผีทั่วโลกยิ้มแก้มไม่หุบ แต่การย้ายทีมรอบนี้คงไม่เกิดขึ้นถ้าหากเจ้าตัวตัดสินใจย้ายไปเล่นกับทีมแกร่งแห่งหนึ่งใน ลา ลีกา สเปน

โรนัลโด้ คืนสู่ถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ก่อนโชว์ฟอร์มสุดยอดยิง 4 ประตูจาก 3 เกมที่ลงสนาม ขณะเดียวกัน ถ้าดาวเตะวัย 36 ปี เลือกที่จะไปเล่นกับ แอตเลติโก มาดริด สาวก 'เรด เดวิลส์' คงไม่ได้ยิ้มกันชื่นบานแบบนี้

รายงานของ 'สปอร์ต' สื่อกีฬาแห่งสเปน เปิดเผยว่าหลัง CR7 เตรียมเก็บของย้ายจาก ยูเวนตุส ที่อิตาลี จอร์จ เมนเดส ซูเปอร์เอเยนต์ส่วนตัว มีโอกาสเจรจากับตัวแทนของ 'ตราหมี' ถึงความเป็นไปได้ที่จะย้ายมาอยู่ด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม ดีลนี้ก็ไม่เกิดเมื่อ โรนัลโด้ เลือกแล้วที่จะกลับไปอยู่กับ แมนฯยู ประกอบกับ แอต.มาดริด ไม่อาจจ่ายค่าเหนื่อยระดับสูงให้เจ้าตัวได้ แถมถ้าเอาตัวมาก็อาจถูกแฟน.ต่อต้าน เพราะก่อนหน้านี้เจ้าตัวก็เล่นให้ รีล มาดริด คู่แค้นร่วมเมืองที่ส่งให้เป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก

และเมื่อดีลของ โรนัลโด้ ไม่เกิดขึ้น ทีมของ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ จึงเลือกที่จะเซ็นสัญญาเอา อองตวน กรีซมันน์ กลับมาอยู่รังเก่าเพื่อรักษาความแข็งแกร่งเอาไว้

10
รอยเตอร์ - จากความตั้งใจที่ต้องการเอาชนะปัญหาการจราจรที่ขึ้นชื่อของเมืองหลวง กลุ่มนักศึกษาชาวกัมพูชาได้ออกแบบโดรนต้นแบบที่พวกเขาหวังว่าจะสามารถนำไปใช้ขนส่งคนทั่วกรุงพนมเปญและแม้กระทั่งช่วยดับไฟ

โดรน 8 ใบพัดและใช้เก้าอี้ทั่วไปติดตั้งเป็นที่นั่งนักบิน ถูกพัฒนาขึ้นโดยนักศึกษาจากสถาบันโปลีเทคนิคแห่งชาติกัมพูชา (NPIC) ที่ตั้งอยู่ชานกรุงพนมเปญ

“โดรนลำนี้ ตอนที่มันบินขึ้นไปโดยไม่มีนักบิน มันมีอาการสั่นมาก แต่เมื่อผมขึ้นนั่งและออกบินแล้ว มันเสถียรขึ้นและผมรู้สึกตื่นเต้น” ลอน วันสิท อายุ 21 ปี ผู้บังคับโดรน กล่าว

“เราต้องการแก้ปัญหาบางอย่างให้กับสังคมของเราด้วยการทำโดรนแท็กซี่ ประดิษฐ์โดรนสำหรับนักดับเพลิง” ลอน วันสิท กล่าว และเสริมว่าพวกเขาหวังที่จะให้โดรนบินขึ้นไปถึงชั้นบนของอาคารเพื่อนำสายดับเพลิงขึ้นไปยังจุดที่รถดับเพลิงเข้าไม่ถึง

โดรนต้นแบบลำนี้สามารถบรรทุกนักบินที่มีน้ำหนักสูงสุดที่ 60 กิโลกรัม และบินได้นานราว 10 นาที เป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร นักศึกษาใช้เวลา 3 ปี ในการวิจัยและพัฒนา โดยมีค่าใช้จ่ายราว 20,000 ดอลลาร์ในการสร้าง

ปัจจุบัน โดรนบินได้สูงราว 4 เมตรเมื่อมีนักบินนั่งควบคุม ซึ่งทีมหวังที่จะพัฒนาให้สามารถบินสูงได้มากกว่านี้

โครงการเผชิญกับความล่าช้าเพราะการล็อกดาวน์ระหว่างการระบาดของโควิด-19 และส่วนประกอบต่างๆ เช่นใบพัด และโครง ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของ NPIC กล่าว

ทีมวางแผนที่จะปรับปรุงการออกแบบให้โดรนสามารถรับน้ำหนักได้มากขึ้น รวมถึงบินได้ไกลขึ้น และเสถียรขึ้นในระดับที่สูงขึ้น.

11


วันนี้ (21 ก.ย.) รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา นายอดิศร นุชดำรงค์ อธิบดีกรมป่าไม้ นายสุกิจ จันทร์ทอง รองผู้อำนวยการ รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และ ดร.จิราพร ศิริคำ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้ทางด้านวิชาการ และพื้นที่สำหรับการทดลองปลูกพืชพลังงาน ตลอดจนการดำเนินงานวิจัยต้นแบบเชิงธุรกิจโรงไฟฟ้าชุมชน อันนำไปสู่การส่งเสริม ให้ชุมชนหันมาปลูกพืชพลังงาน เพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดการทำการเกษตรพืชเชิงเดี่ยวซึ่งเป็นสาเหตุของมลภาวะในอากาศ อีกทั้ง เป็นการสร้างรายได้จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เกิดการจ้างงาน และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนในพื้นที่

ดร.จิราพร ศิริคำ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. กล่าวว่า ปัจจุบัน กฟผ. อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาและพัฒนาโครงการ วิจัยต้นแบบเชิงธุรกิจโรงไฟฟ้าชุมชนตามที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงพลังงาน จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ ขนาดกำลังการผลิต 3 เมกะวัตต์ ที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ และโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดกำลังการผลิต 3 เมกะวัตต์ ที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ตามแนวทางบูรณาการความมั่นคงด้านน้ำ อาหาร และพลังงาน โดยมุ่งเน้นที่การแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมในพื้นที่ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้ยั่งยืน และเพื่อให้เป็นต้นแบบในการขยายผลไปยังพื้นที่ที่เหมาะสมต่อไปได้ ในอนาคต โดยความร่วมมือจากทั้งกรมป่าไม้ และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ครั้งนี้จะเป็นการช่วยสนับสนุนข้อมูลองค์ความรู้ และทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินงานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ด้าน นายอดิศร นุชดำรง อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวถึง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ พื้นที่เป้าหมายในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า ชุมชนของ กฟผ. ว่า พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งมีชุมชนเข้าไปทำการเกษตรพืชเชิงเดี่ยวที่ก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งสารเคมีตกค้างทางการเกษตร ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากการบุกรุกทำลายป่า และมลพิษด้านอากาศจาก การเผาเศษวัสดุทางการเกษตรที่เหลือใช้ดังนั้น การมีโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนแม่แจ่ม นอกจากจะช่วยสร้างพลังงานไฟฟ้า ให้กับชุมชนแล้ว ยังช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้อีกด้วย ทั้งจากการส่งเสริมปลูกไม้โตเร็วพืชพลังงาน การฟื้นฟูพื้นที่ ต้นน้ำลำธาร ซึ่งล้วนส่งผลให้มีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์และสร้างความผาสุกให้แก่คนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน ฉบับที่ 141/2564 วันที่ 17 ก.ย.64

ทางด้าน นายสุกิจ จันทร์ทอง รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ กล่าวว่า โรงไฟฟ้าชุมชน แม่แจ่ม เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาวิจัยต้นแบบเชิงธุรกิจโรงไฟฟ้าชุมชน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการวิจัยด้านพืชพลังงาน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี เพื่อเป็นต้นแบบการดำเนินงานให้กับโรงไฟฟ้าชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ การสนับสนุนบุคลากร องค์ความรู้ และคำแนะนำเกี่ยวกับการปลูกไม้โตเร็วพืชพลังงาน รวมถึงให้การสนับสนุนพื้นที่สำหรับใช้ในการทดลองปลูก เพื่อศึกษา และคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม จึงนับเป็นการสนับสนุนที่จะช่วยให้บรรลุผลสำเร็จนี้ได้

ทั้งนี้ บันทึกข้อตกลงฯ ดังกล่าว มีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปีเป็นการบูรณาการความร่วมมือและความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ของ 3 องค์การ ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนแม่แจ่ม เพื่อเป็นต้นแบบการดำเนินงานโรงไฟฟ้าชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ที่เหมาะสม ของประเทศในอนาคต โดยชุมชนจะได้มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของพลังงาน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่พร้อมผลักดัน และยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในทุกพื้นที่ให้ดีขึ้น

12



สสว. ร่วมกับ  4 มหาวิทยาลัย ปลื้มผลงาน SME “ปั้นดาว” ขายออนไลน์บน Lazada สู้โควิด ดัน “ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด” ประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ

นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ในปีนี้โครงการยกระดับผู้ประกอบการวิสาหกิจรายย่อยให้ประกอบธุรกิจอย่างมืออาชีพ กิจกรรมปั้นดาว ปีงบประมาณ 2564 ซึ่งมีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นหน่วยร่วมดำเนินการ ได้ร่วมกันพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้เป็นต้นแบบในการยกระดับและพัฒนาต่อยอดวิสาหกิจทุกสถานะและทุกระดับ โดยได้ปรับรูปแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับสถานการณ์เพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้ในช่วงวิกฤติโควิด-19 นำผู้ประกอบการเปิดร้านค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Lazada ภายใต้แคมเปญพิเศษ “ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด” ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ อีกทั้งยังได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการได้มีประสบการณ์และเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดออนไลน์ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมและจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการก้าวสู่อนาคตอีกด้วย

“ถึงแม้ปีนี้เป็นปีที่ยากลำบากอย่างยิ่งของเอสเอ็มอีทั่วประเทศ แต่ สสว. และทุกหน่วยร่วมดำเนินการของ สสว. ได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะให้กิจกรรมด้านการตลาดซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการเกิดขึ้น โดยปรับรูปแบบกิจกรรมและเชิญชวนให้ผู้ประกอบการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้า ผู้ประกอบการกลุ่ม “ปั้นดาว” ได้จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพอย่าง Lazada และมี 4 มหาวิทยาลัย คอยช่วยสนับสนุนในทุกมิติ ทำให้แคมเปญพิเศษ “ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด” ประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ จึงขอขอบคุณทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วม โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ให้ความร่วมมือเรียนรู้สู้ไม่ถอย รวมทั้งประชาชนที่ร่วมสนับสนุนซื้อสินค้าของผู้ประกอบการจากแคมเปญนี้ด้วย ภาพความร่วมมือที่เกิดขึ้น เชื่อมั่นว่าจะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีความเข้มแข็งและมีศักยภาพจะต่อยอดได้อย่างยั่งยืนต่อไป” ผอ.สสว. กล่าวยืนยัน

ขณะที่ นายวีระพงศ์ โก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซระดับโลกที่ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้วยเทคโนโลยีระดับโลกกล่าวว่า การร่วมมือกับ สสว. จัดทำแคมเปญพิเศษ “ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยยกระดับเอสเอ็มอีไทยสู่การเป็นผู้ประกอบการดิจิทัล แต่ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคไทยได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพหลากรายการในราคาพิเศษถึงแม้ว่าจะต้องเก็บตัวอยู่บ้านในช่วงนี้ก็ตาม โดย Lazada ได้นำศักยภาพแพลตฟอร์มและเครือข่ายโลจิสติกส์มาใช้ในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยและผู้บริโภค เพื่อให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้และเติบโตอย่างไปด้วยกันอย่างเข้มแข็ง

ทั้งนี้ แคมเปญ “ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด” บนแพลตฟอร์ม Lazada จัดขึ้นระหว่าง 21 สิงหาคม – 20 กันยายน 2564 มีสินค้าคุณภาพดีที่ได้คัดสรรจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกลุ่ม “ปั้นดาว” จากทั่วประเทศจัดจำหน่าย ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และแพลตฟอร์ม Lazada ผ่านไมโครไซต์พิเศษ lazada.co.th/sme2021 โดยได้มีการจัดการเสวนาสรุปโครงการยกระดับผู้ประกอบการวิสาหกิจรายย่อยให้ประกอบธุรกิจอย่างมืออาชีพกิจกรรมปั้นดาว ปีงบประมาณ 2564 “ปั้นดาว SME ไทย ไฟต์โควิด” ผ่านระบบออนไลน์ และเผยแพร่ผ่าน Facebook สสวconnext-ตลาดออนไลน์ ผู้สนใจสามารถรับชมได้ที่ https://www.facebook.com/smeconnextonlinemarket/videos/1554249208300958

13


ผลการสำรวจอสังหาฯพื้นที่EEC พบตลาดรวมยังชะลอตัวหนักซับพลายเปิดขายใหม่หดตัว-17.1% ขณะที่มูลค่าลดลงถึง -35.0% โดยเป็นการลดลงอย่างมากในส่วนของจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า ผลสำรวจภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยพื้นที่ EEC จากผลการสำรวจภาคสนาม ในพื้นที่ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา พบว่า ภาพรวมตลาดมีการชะลอตัวอย่างมากในด้านอุปทานของหน่วยเปิดขายใหม่ลดลงกว่า -17.1% ในขณะที่มูลค่าลดลงถึง -35.0% โดยเป็นการลดลงอย่างมากในส่วนของจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ของโครงการอาคารชุดลดลงถึง-41.6% มูลค่าลดลง -84.0% ขณะที่โครงการบ้านจัดสรรลดลง-7.1% แต่มูลค่าเพิ่มขึ้น 3.2%

ในด้านหน่วยขายได้ใหม่พบว่าทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าลดลง โดยจำนวนหน่วยปรับลดลง-25.9% เป็นการลดลงของโครงการอาคารชุด -25.7% และโครงการบ้านจัดสรรลดลง -26.0% ด้านมูลค่าหน่วยขายได้ใหม่ลดลง-31.0% โดยเป็นการลดลงของโครงการอาคารชุด -36.2% และโครงการบ้านจัดสรรลดลง -28.1%ขณะที่อัตราดูดซับโดยภาพรวมปรับลดลงจาก 2.6% ในช่วงครึ่งแรกปีที่ผ่านมาลงมาอยู่ที่ 2.0% ในครึ่งแรกปี64

จากการที่ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้จัดเก็บข้อมูลความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นกับการลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ด้วยการสำรวจภาคสนามในช่วงที่ยังมีการการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอก 3 และ 4 ได้พบความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของอุปทานที่อยู่อาศัยหน่วยเปิดขายใหม่ที่เข้าสู่ตลาดในพื้นที่ EEC

โดยในช่วงครึ่งแรกของปี64 มีโครงการที่อยู่อาศัยใหม่เข้าสู่ตลาดน้อยมากโดยมีเพียง 5,752 หน่วย หรือ ลดลง -17.1% และมีมูลค่ารวม 14,227 ล้านบาท หรือ ลดลง -35.0% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ซับพลายที่อยู่อาศัยทั้งหมดที่มีการขายในพื้นที่ EEC มีจำนวนรวม 72,120 หน่วย หรือ ลดลง-7.5% และมีมูลค่ารวม 240,722 ล้านบาท หรือ ลดลง -7.9% โดยมีหน่วยขายได้ใหม่ลดลงทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า โดยมีหน่วยขายได้ใหม่ประมาณ 8,841 หน่วย หรือ ลดลง -25.9% และมีมูลค่า 26,198 ล้านบาท หรือ ลดลง-31.0% ส่งผลให้มีหน่วยเหลือขายอยู่ในตลาดประมาณ 63,279 หน่วย และมีมูลค่ารวมประมาณ 214,525 ล้านบาท ลดลงทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า-4.1% และ -4.0%ตามลำดับ

ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลฯ ประมาณการปี 64 จะมีโครงการเปิดขายใหม่จำนวน14,479 หน่วย มูลค่ารวม 38,704 ล้านบาท จะมีจำนวนหน่วยขายได้ใหม่ 19,328 หน่วย มูลค่ารวม 57,650 ล้านบาท มีหน่วยเหลือขายรวมทั้งสิ้น 65,790 หน่วย มูลค่า 215,682 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นในปี65 ทั้งในส่วนของการเปิดขายโครงการใหม่ และยอดขายใหม่ จะส่งผลให้ที่อยู่อาศัยเหลือขายในพื้นที่ EEC ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 61,942 หน่วยในครึ่งหลังปี65

นายเกรียงไกร กรีบการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การขยายตลาดเข้าสู่โซนพื้นที่ EEC ยังไม่นาน โดยเข้ามาด้วยโปรดักส์ชในกลุ่ม ที่อยู่อาศัย ต่อด้วยกลุ่มเพื่อเช่า และกลุ่มสินค้าบริการ ซึ่งขยายไปในพื้นที่ต่าง ๆ ในEEC ทั้ง ชลบรี และระยอง เพราะมองว่ามีศักยภาพในการเติบโต แม้ว่าใน1-2ปีนี้จะมีปัจจัยลบจากโควิด -19 เข้ามากระทบตลาด แต่บริษัทยังมองในมุมบวก หลังจากที่ปัจจัยลบผ่านพ้นและประชาชนได้รบวัคซีนทั่วถึงแล้ว EEC จะกลายเป็นพื้นที่ที่มีการขยายการลงทุนใหม่ แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาการลงทุนของภาครัฐ และการลงทุนจากต่างประเทศจะชะลอลงไป แต่บริษัทยังมองว่าในระยะอันใกล้นี้ ตลาดจะกลับมาฟื้นตัวได้ดี โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะมีการขยายลงทุนอย่างมาก คือกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งต้องดูนโยบายของรัฐบาลด้วยว่าจะส่งเสริมการลงทุนมาน้อยแค่ไหน อุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเชื้อเพลิง ซึ่งปตท.จะมีการลงทุนเพิ่มจำนวนมาก และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิก ซึ่งส่งเสริมการลงทุนระบบ5G กลุ่มอุตสาหกรรมมการบิน น่าจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ผลักดันการเติบโตของ EEC.

14


ไทยคว้าอันดับ 43 ในตารางดัชนีนวัตกรรมโลกปี 64 จากทั้งหมด 132 ประเทศ ครองแชมป์อันดับ 1 ของโลกด้านการลงทุนวิจัยและพัฒนาขององค์กรธุรกิจไทย พบยังมีปัญหาข้อมูลไม่อัปเดททำให้ส่งรายงานไปปรับคะแนนได้ไม่เต็มที่ ย้ำองค์กรไทยทุกฝ่ายต้องบูรณาการร่วมกันมากขึ้น

ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวถึงการจัดอันดับ GII 2021 ภายใต้แนวคิด Tracking Innovation through the COVID-19 Crisis ว่าเป็นการมุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลกระทบของวิกฤตไวรัสโควิด-19 ที่มีต่อการพัฒนาระบบนวัตกรรม โดยผลการจัดอันดับความสามารถทางด้านนวัตกรรมในปีนี้ ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 43 ปรับเพิ่มขึ้น 1 อันดับจากปี 63 ที่อยู่อันดับ 44

“ในรายงานนี้มีชุดข้อมูลที่เราไม่ได้ส่ง เป็นข้อมูลที่ล้าหลัง ผมคิดว่าเป็นหน้าที่โดยตรงของหน่วยงานราชการที่ดูแลข้อมูลเหล่านี้ มาทำงานร่วมกันให้ข้อมูลเหล่านี้อัปเดทและเจาะลึกที่สุด เราจึงเน้นที่ Data driven innovation เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดก็สามารถเพิ่มอันดับของไทยได้ เพราะสะท้อนศักยภาพของระบบนิเวศน์จริงๆ”

  ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ 
ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์

ไทยถือเป็นอันดับ 3 ในอาเซียนรองจากสิงคโปร์ ที่อยู่อันดับ 8 และมาเลเซียอันดับ 36 ในตารางการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก ประจำปี 2564 (Global Innovation Index 2021; GII 2021) ภายใต้แนวคิด “ติดตามการปรับตัวระบบนวัตกรรมในภาวะวิกฤตโควิด-19” หรือTracking Innovation through the COVID-19 Crisis ซึ่งจัดโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (WIPO) เพื่อวัดระดับความสามารถทางด้านนวัตกรรมของแต่ละประเทศกว่า 132 ประเทศทั่วโลก โดยในปีนี้ประเทศไทยแซงเวียดนามเฉียดฉิวที่ตามมาในอันดับ 44

ดัชนีนี้จัดให้ไทยมีปัจจัยค่าใช้จ่ายมวลรวมภายในประเทศสำหรับการวิจัยและพัฒนาซึ่งลงทุนโดยองค์กรธุรกิจสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนให้เห็นการลงทุนของภาคเอกชนในประเทศไทยมุ่งเน้นเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจด้วยการพัฒนานวัตกรรมมากขึ้น



ขณะที่ปัจจัยย่อยผลผลิตทางนวัตกรรม (Innovation output sub-index) มีอันดับลดลงจากอันดับที่ 44 ลดลงเป็นอันดับที่ 46 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางระดับบน (upper middle-income economies) ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 5 จาก 34 ประเทศ โดยประเทศไทยมีอันดับที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยในทุกปัจจัย แต่หากเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกและโอเชียเนีย ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 9 จาก 17 ประเทศ



ที่โดดเด่นที่สุดคือปัจจัยชี้วัดความสามารถด้านนวัตกรรมของประเทศไทยในกลุ่มปัจจัยด้านระบบตลาด และกลุ่มปัจจัยด้านระบบธุรกิจ พบว่าแม้จะมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยแต่ยังอยู่ในระดับที่ดี โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายมวลรวมภายในประเทศสำหรับการวิจัยและพัฒนาซึ่งลงทุนโดยองค์กรธุรกิจ ขณะที่ความเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดสำหรับปีนี้เป็นกลุ่มปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน ในกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่ปรับอันดับขึ้นจากอันดับที่ 79 เป็นอันดับที่ 60

ตัวชี้วัดภายใต้กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเข้าถึงและการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงการบริการออนไลน์ของภาครัฐ สะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์ของการปรับตัวของภาครัฐและภาคเอกชนในช่วงวิกฤตไวรัสโควิด-19 ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมข้อมูล (Data–driven Innovation)

สิ่งสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดด้านข้อมูลในการติดตามและวัดผลนวัตกรรมไทย คือการขาดข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ซึ่งจากตัวชี้วัดทั้งสิ้น 81 ตัวชี้วัด มีถึง 16 ตัวชี้วัดที่ต้องนำข้อมูลในอดีตมาประมาณการ และมี 1 ตัวชี้วัดที่ไม่ได้มีการจัดเก็บหรือรายงานผล ส่งผลกระทบต่อการจัดอันดับในภาพรวมและการติดตามเพื่อวางแผนการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ



ข้อมูลหลักที่ขาดไปคือตัวชี้วัดด้านการร่วมลงทุน ทั้งในส่วนของนักลงทุนและบริษัทที่ได้รับการลงทุน โดยช่วงที่ผ่านมาถือได้ว่าประเทศไทยมีความตื่นตัวและการเติบโตด้านนี้เป็นอย่างมาก แต่ไม่ได้มีการติดตามหรือจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรม จึงทำให้ข้อมูลในส่วนนี้มีความคลาดเคลื่อนและส่งผลต่อการจัดอันดับในกลุ่มปัจจัยด้านการลงทุน

บทสรุป 7 มาตรการขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมเร่งด่วนที่ไทยควรดำเนินการเพื่อเพิ่มดัชนีนวัตกรรมคือ 1) การเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมที่มีศักยภาพ 2) การพัฒนาศักยภาพด้านนวัตกรรมให้กับผู้ประกอบการ 3) การปรับปรุงกฎ ระเบียบ และมาตรการที่เป็นอุปสรรค 4) การพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้และการลงทุน 5) การใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม 6) การกระจายโอกาสด้านนวัตกรรมไปสู่ภูมิภาค และ 7) การเตรียมความพร้อมต่อระบบนวัตกรรมที่กำลังเปลี่ยนไป

หากทำได้ ประเทศไทยจะมีความพร้อมที่จะก้าวสู่การเป็น “ประเทศแห่งนวัตกรรม” อาจจะขับเคลื่อนนวัตกรรมประเทศไทยให้ก้าวสู่อันดับ 1 ใน 30 ของประเทศที่มีความสามารถด้านนวัตกรรมของโลก ภายในปี 2573.

15


โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กล่าวประทับใจกับผลงานของ เจสซี ลินการ์ด ที่ใช้ความทุ่มเทเอาชนะใจเจ้าตัวได้ พร้อมแย้มหากฟอร์มยังดีต่อเนื่องก็พร้อมพิจารณาให้ลงเป็นตัวจริง

ลินการ์ด ก่อนหน้านี้ถูกวิจารณ์หนักจากเกมที่ส่ง.คืนหลังพลาดทำให้ แมนฯยู แพ้ ยัง บอยส์ ในศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก แต่ก็มาแก้ตัวด้วยการยิงประตูชัยให้ 'ผีแดง' เชือด เวสต์ แฮม ยูไนเต็ด 2-1 เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา

แข้งทีมชาติอังกฤษ พยายามพิสูจน์ตัวเองว่าคู่ควรกับสีเสื้อของ แมนฯยู หลังไปชุบฟอร์มกับ 'ขุนค้อน' เมื่อซีซั่นที่แล้ว ก่อนกลับมาที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ทว่าก็ยังเป็นแค่สำรอง เพราะมี เจดอน ซานโช กับ เมสัน กรีนวูด ยึดพื้นที่ฝั่งขวาอยู่

อย่างไรก็ตาม โซลชา นายใหญ่ชาวนอร์เวย์ เผยนอกจากจะเตรียมส่ง ลินการ์ด ลงไปเจอ เวสต์ แฮม อีกครั้งในศึก คาราบาว คัพ วันที่ 22 กันยายน แต่ยังอยากขอดูฟอร์มต่ออีก หากมีพัฒนาการที่ดีก็พร้อมจะพิจารณาให้ลงเล่นเป็นตัวจริงสำหรับเกมลีก และเกมใหญ่นัดสำคัญ

'ค่อนข้างชัดเจนว่า เจสซี ต้องการต่อสู้เพื่อชิงตำแหน่งของเขา และสู้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่กำลังไปได้สวยอยู่ตอนนี้ ผมคงพูดแทน เจสซี ไม่ได้ แต่เขามีส่วนร่วมในหลายเกมที่ผ่านมา และวันพุธนี้ผมจะให้เขาลงตัวจริง' โซลชา ระบุ

16
คำทำนายดวงชะตาระหว่างวันที่ 20 – 26 กันยายน 2564 โดย อ.ณัฐกฤตา นาควัชระ

ราศีมังกร (เกิดระหว่างวันที่ 16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

ค่อนข้างที่จะเป็นต่อคนอื่นๆอยู่หลายเรื่อง หยิบจับทำอะไรก็สำเร็จ สามารถที่จะทำเรื่องยากให้ดูง่ายขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ จัดการงานต่างๆที่ได้รับมอบหมายมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฝีไม้ฝีมือโดดเด่นเป็นที่จับตา หัวไวเรียนรู้และเข้าใจอะไรๆได้เร็ว การทำงานเป็นหมู่คณะค่อนข้างราบรื่น การเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเกี่ยวเนื่องด้วยตัวบุคคลหรือใดๆก็ตามจะพาคุณไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิม เป็นจังหวะที่จะต่อยอดไอเดียหรือมิสิทธิ์ที่จะได้งานที่หมายมั่นปั้นมือไว้ด้วยการสนับสนุนส่งเสริมของผู้ใหญ่ จะได้เทคนิคบางอย่างเพิ่มจากผู้มีประสบการณ์ที่คุณสามารถนำมาประยุกต์ให้เป็นในแบบฉบับของตนได้เป็นอย่างดี ควรจัดระเบียบในเรื่องของข้อมูลเอกสารใหม่อย่าให้ใครมาตำหนิได้ ความใจกว้างที่ยอมรับฟังมุมมองความคิดของผู้อื่นนอกจากจะได้ใจคนและยังทำให้ทัศนะบางอย่างในทางลบของคุณเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

ด้านการเงิน รายรับไม่เข้าเป้า สิ่งที่หวังยังไม่ได้มาง่ายๆ ค่อนข้างที่จะมือเติบไปนิด จะโลภมิได้เป็นอันขาดไม่ว่าจะกับเรื่องอะไรก็ตาม ระวังของหายหรือถูกชักดาบเรื่องหนี้สิน โดนตุกติกผลประโยชน์

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด ยังไม่มีเวลาที่จะพิจารณาใครทั้งๆที่มีผู้หวังดีพามาแนะนำให้รู้จักเยอะ ส่วนคนมีคู่ ระหองระแหงกันตลอด



ราศีกุมภ์ (เกิดระหว่างวันที่ 13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

การงานคึกคักดี ได้ใช้ความรู้ความสามารถและทักษะหลายด้านให้ผู้อื่นได้เห็นเป็นประจักษ์ ฝีมือมีพัฒนาการที่ไต่ระดับจนเป็นที่ยอมรับมากขึ้น มีโอกาสได้ใช้ไหวพริบปฏิภาณในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้การดำเนินงานได้เดินหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่องหรือช่วยกู้หน้าให้กับผู้ใหญ่ การเข้าสังคมแม้ว่าจะมิได้เป็นไปโดยสมัครใจแต่ก็จะได้อะไรมากกว่าที่คิด แต่ก็ต้องไม่กดดันตนเองมากเกินไปและมิควรรับคำท้าใครในตอนนี้ การทำอะไรโดยปราศาจากการวางแผนล่วงหน้าคงมิใช่เรื่องที่ดีนัก มิวายที่จะมีเรื่องที่ทำให้ต้องคิดมากหรือรู้สึกห่วงหน้าพะวงหลัง ในบางเรื่องอาจจะปล่อยให้สถานการณ์พาไปได้บ้าง ระวังจะติดกับดักความคิดของตนเองเข้าล่ะ ความกล้าได้กล้าเสียเป็นจุดอ่อนที่สำคัญอันดับต้นๆของคุณพึงระวังให้มากด้วย อย่าได้งัดข้อกับผู้ใดโดยไม่จำเป็นและมิควรแหกกฎหรือทำอะไรที่ล้ำเส้นเป็นอันขาด

ด้านการเงิน คล่องตัวพอสมควร มีโชคลาภเล็กๆ สถานการณ์บังคับให้ต้องรู้จักใช้รู้จักจ่ายมากขึ้น แต่ระวังจะหมดเปลืองไปกับความสงสารเห็นใจ จำเป็นต้องซื้อของบำรุงสุขภาพหรือเสียเงินเพื่อปรับลุกซ์ตนเอง

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด ยังไม่เปิดใจรับใครเข้ามาถึงแม้ว่าจะมีแวะเวียนมาขายขนมจีบกันมิได้ขาดก็ตาม ส่วนคนมีคู่ คุยกันดีๆได้ไม่นาน สะกิดแผลเก่าเมื่อไหร่เป็นได้เรื่อง



ราศีมีน ( เกิดระหว่างวันที่14 มีนาคม-12 เมษายน)

ต้องทำเป็นน้ำท่วมปากไว้ดีที่สุดไม่ว่าจะรับรู้เรื่องราวอะไรมา จะเจอคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมและชั้นเชิงเอาเปรียบ พันธะสัญญาที่กินเวลาระยะยาวหรือสิ่งที่รับปากใครเอาไว้นั้นทำให้คุณต้องเสียโอกาสบางอย่างไปหรือจะต้องมีข้อแลกเปลี่ยนเพื่อที่จะได้มา การสื่อสารที่ไม่เข้าใจทำให้ไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ การเรียกใช้ข้อมูลบางอย่างมีความขัดข้อง แต่ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ยังคงมีมาเป็นระยะ สำหรับบางท่านอาจมีความอึดอัดใจกับบรรยากาศการทำงานอยู่บ้างแต่ก็ต้องทำใจด้วยสภาวะการแข่งขันที่สูงดังนั้นก็อย่าได้วู่วามเป็นอันขาด การที่มีความคิดความอ่านที่ล้ำหน้ากว่าผู้อื่นทำให้ต้องเหนื่อยกับที่จะอธิบายขยายความหรือการที่ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิมๆเป็นการเพิ่มความท้าทายให้ตนเอง การติดต่อประสานงานไม่ราบรื่น ถูกเลื่อนนัดแบบกะทันหัน

ด้านการเงิน มีให้ใช้ไม่ขาดมือแต่เป็นในลักษณะของรับซ้ายจ่ายขวาซะมากกว่า แต่ยังดีที่ยังไม่ต้องควักเนื้อ มีลาภปากหรือได้ของฝากจากต่างถิ่นต่างแดน มีเหตุให้ต้องเสียตังค์เกี่ยวกับเรื่องของรถราบ้านช่อง

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด รักง่ายหน่ายเร็ว ยังไม่เจอใครที่อยากจะสร้างครอบครัวด้วย ส่วนคนมีคู่ ไม่ค่อยมีเวลาให้กัน งานยุ่ง แต่ถ้าเข้าใจกันดีก็แล้วไป



ราศีเมษ (เกิดระหว่างวันที่13 เมษายน- 13 พฤษภาคม)

เน้นหนักไปที่เรื่องของการสื่อสารเป็นสำคัญ ควรต้องมีความชัดเจนและแม่นยำในข้อมูลและต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่อง หากเกิดความฉุกละหุกก็ต้องกล้าตัดสินใจและรับผิดชอบในผลที่จะตามมาด้วย ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคยเกื้อกูลกันมายังคงให้การสนับสนุนอยู่เป็นระยะ จะมีงานเข้ามาให้ทำตรึมจึงต้องจัดสรรเวลาและเคลียร์คิวให้ดี ด้วยบุคลิกและคุณลักษณะบางอย่างที่มีติดตัวทำให้มีคนพร้อมที่จะเชื่อฟังและทำตามอย่างที่คุณบอกหรือแนะนำอยู่แล้วทำให้ในจุดๆนี้คุณค่อนข้างที่จะเป็นต่อ เป็นช่วงที่ต้องการความคล่องตัวมากเป็นพิเศษ เงื่อนไขข้อตกลงต่างๆควรต้องให้เป็นกิจลักษณะไว้อย่าให้ต้องมีปัญหาต่อกันในภายหลังจะดีกว่า ระวังการทำอะไรที่ต้องใช้ชื่อเสียงเป็น.ด้วยล่ะ มีเหตุให้ต้องเข้าไปไกล่เกลี่ยหรือออกรับหน้าแทนคนอื่น ชีพจรลงเท้า

ด้านการเงิน รับมาจ่ายไป เกลี้ยงกระเป๋าโดยไม่รู้ตัว ระวังความหน้าใหญ่ของตัวเองไว้ด้วย อย่าปล่อยให้ต้องเสียไปกับเรื่องที่ไม่ควรเสีย ซื้อของแพงเพียงเพื่อจะรักษาหน้าตาทางสังคมจึงทำให้ต้องถูกค้ากำไรเกินควร

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด ทำได้เพียงแค่แอบปลื้มใครบางคนอยู่ห่างๆ ส่วนคนมีคู่ ยังไม่ค่อยจะชื่นมื่นกันนัก เรื่องที่เคลียร์ไม่ได้ก็ต้องพยายามปล่อยวาง



ราศีพฤษภ (เกิดระหว่างวันที่ 14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

เครื่องกำลังร้อนไฟกำลังแรง แต่ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าจะบรรลุความสำเร็จได้โดยง่ายเนื่องจากจังหวะเวลาและองค์ประกอบอื่นที่ไม่เหมาะเจาะพอดิบพอดีกัน เป็นช่วงที่อาจจะต้องได้อย่างเสียอย่าง จำต้องใจเย็นมากกว่าที่เคย เข้าใจความเป็นไปของสถานการณ์ให้ลึกซึ้ง มีแนวโน้มว่าสิ่งที่หลุดมือไปจะคืนกลับมาหลังจากที่คุณได้พิสูจน์ความสามารถตนเองเรียบร้อยแล้ว ควรใช้ข้อได้เปรียบที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ ปรับเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองกับบางเรื่องซะใหม่จะได้ทำงานได้อย่างมีความสุขและสนุกยิ่งขึ้น ผู้ใหญ่จะขอแรงให้ช่วยในภารกิจบางอย่าง แต่คงต้องเผื่อใจสำหรับบางสิ่งที่คาดหวังไว้ด้วย เรื่องพลิกล็อคเกิดขึ้นได้เสมอ ทั้งการกระทำและคำพูดควรเป็นไปอย่างมีศิลปะ อีโก้จัดเกินไปใช่ว่าจะดี จะมีโอกาสได้โชว์ศักยภาพในการจัดการกับปัญหาหรือแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าบางอย่าง

ด้านการเงิน รับทรัพย์ มีเงินเข้าเป็นกอบเป็นกำ มีเงินโปะหนี้ แต่ไปไหนมาไหนมิควรพกทรัพย์สินไปเยอะระวังจะถูกขโมย เจอสินค้าปลอมมาหลอกขายหรือบางทีก็จะเสียท่าคนกันเอง

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด ความรักสดใส เจอคนที่รสนิยมเข้ากันได้ดี ส่วนคนมีคู่ มีเซอร์ไพร้ซ์เล็กๆ โรแมนติกซะ



ราศีเมถุน (เกิดระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

ต้องทำบางสิ่งบางอย่างที่ฝืนความรู้สึก ระวังความคิดที่เข้าข้างตนเองจนมากเกินไป ทัศนคติในเชิงลบส่งผลให้การตัดสินใจผิดพลาด อย่าพึ่งพาอุปกรณ์ไฮเทคให้มากนักเพราะหากเครื่องเกิดรวนขึ้นมาก็จะยุ่งกันใหญ่ ควรที่จะต้องรู้จริงในสิ่งที่ต้องทำ บางทีอาจจะต้องร่วมงานกับคนที่เคยมีปัญหาต่อกันถือว่าเป็นอีกบททดสอบหนึ่งที่คุณจำเป็นต้องผ่านไปให้ได้และมิควรที่จะด่วนสรุปเร็วไปหรือใช้บรรทัดฐานตนเที่ยวไปตัดสินคนอื่น วาจาบางคำทำให้มิตรภาพต้องสั่นคลอน มีหลายเรื่องที่ไม่เป็นไปตามคาดเนื่องจากปัจจัยบางประการที่มิอาจควบคุมได้ ต้องพลิกแพลงไปตามความจำเป็น แต่ละสถานการณ์ก็มีทางออกที่ต่างกันไป ต้องครองสติให้มั่นไว้เพื่อรับมือกับทุกๆเรื่องที่ต้องเจอ อย่าหวังที่จะยืมจมูกคนอื่นหายใจ หากพบความผิดปกติใดๆก็มิควรที่จะชะล่าใจ

ด้านการเงิน มีสเถียรภาพ หยิบจับอะไรให้เป็นเงินเป็นทอง ทำมาค้าขึ้น มีโชคลาภ แต่การทำสัญญาต้องระวัง มิสิทธิ์ที่จะถูกเบียดเบียน จะสงเคราะห์ใครควรที่จะต้องมีลิมิตด้วยล่ะ

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด เจอเพียงคนที่เข้าตาแต่ยังไม่โดนใจ ส่วนคนมีคู่ อยู่ใกล้กันทีไรเป็นต้องมีเรื่อง อยู่ห่างๆกันบ้างแหละดี



ราศีกรกฎ (เกิดระหว่างวันที่15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

ภายนอกดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรที่น่าห่วงแต่ในความเป็นจริงแล้วดูท่าว่าคงไม่ดีเท่าไหร่ มีเรื่องชวนให้ต้องกังวลอยู่มิใช่น้อยแต่ก็นับว่าโชคยังเข้าข้างที่ได้ที่ปรึกษาดีรวมทั้งผู้หนุนหลังก็ค่อนข้างที่จะมีพาวเวอร์พอสมควร หากแต่ยังมิอาจวางใจในสถาการณ์ได้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นช่วงที่ต้องทำในสิ่งที่มิได้ต้องการหรือต้องจำใจเข้าสังคมด้วยเหตุจำเป็นบางประการ มิตรภาพจะแฝงมาด้วยเรื่องของผลประโยชน์ สิ่งสำคัญคืออย่าทำอะไรให้ต้องยุ่งยากมากกว่าที่เป็นอยู่ก็พอ ถ้าพบเจออะไรที่ไม่ชอบมาพากลหรือผิดไปจากที่ตกลงกันไว้ก็อย่าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ตามหาความกระจ่าง การที่ได้ทำอะไรที่ต่างออกไปหรือไม่ซ้ำรูปแบบเดิมบ้างก็น่าจะเป็นผลดีกับตัวคุณเองไม่มากก็น้อย เป็นช่วงที่จะถูกหันเหความสนใจจากสิ่งที่ทำอยู่ได้ง่ายๆซึ่งก็มีสาเหตุก็มาจากสภาพแวดล้อมนั่นเอง

ด้านการเงิน เงินก้อนที่รับมากควรต้องบริหารจัดการให้ดี อย่าปล่อยให้ละลายไปเร็วนัก นึกถึงความคุ้มค่าและความจำเป็นของสิ่งที่จะซื้อด้วย ระวังโดนความโลภครอบงำโดยเฉพาะเรื่องของการลงทุนและการเสี่ยงโชค

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด รู้สึกว่าจะกระชุ่มกระชวยขึ้นมาเบาๆเมื่อได้เจอคนที่ตรงสเปกนี่ขนาดว่ายังไม่เปิดใจเต็มที่นะ ส่วนคนมีคู่ มีเหตุให้ต้องปะทะวาจากันจนได้แม้ว่าพยายามที่จะหลีกเลี่ยงแล้วก็ตาม



ราศีสิงห์ (เกิดระหว่างวันที่17 สิงหาคม-16 กันยายน)

ด้วยหน้าที่การงานทำให้ได้พบเจอกับผู้คนมากมายหลายแบบและรวมถึงการที่ต้องทำงานกับบุคคลที่ต่างเจนเนอเรชั่นกันก็เป็นอะไรที่ท้าทายและสนุกไปอีกแบบ เป็นช่วงเวลาที่จะได้แชร์ประสบการณ์ต่างๆซึ่งกันและกัน มีโอกาสได้ค้นพบมุมมองใหม่บางอย่าง แต่ต้องระวังการทำอะไรที่เกินกว่าบทบาทหน้าที่ด้วยล่ะ สำหรับบางเรื่องหรือปัญหาบางอย่างจำเป็นที่จะต้องมองให้ลึกลงไปกว่านั้นอีก ด้วยความเนี้ยบของคุณอาจจะเผลอไปกดดันคนอื่นเข้าโดยไม่รู้ตัว จะได้รับข้อเสนอที่น่าสนใจจนคุณไม่อาจมองข้ามไปได้ แต่คงต้องปรึกษาผู้ใหญ่อีกทีก่อนที่จะตอบรับหรือปฏิเสธ จะมีกรณีศึกษาใหม่ๆเข้ามาให้ได้ขบคิดพิจารณาหาทางออกไม่ว่าจะเกี่ยวกับตนเองโดยตรงหรือเป็นเรื่องของผู้อื่นก็ตาม มีพาวเวอร์ในการเจรจา จะมีอะไรให้ได้ซ้อมมืออยู่เรื่อยๆ

ด้านการเงิน สภาพคล่องยังดีอยู่ รายได้ส่วนใหญ่มาจากน้ำพักน้ำแรง แต่รายจ่ายจิปาถะก็เยอะพอดู ระวังหลงกลโฆษณาชวนเชื่อทำให้ต้องเสียเงินไปฟรีๆ ส่วนหนี้สินที่หมั่นติดตามทวงถามก็จะได้กลับคืนมา

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด จะได้พบคนที่ถูกใจจากการเดินทางหรือการแนะนำของผู้ใหญ่ ปิ๊งตั้งแต่แรกเห็นเลยก็ว่าได้ ส่วนคนมีคู่ ต่างคนก็ต่างมีหน้าที่ที่ต้องทำ แต่ก็ยังติดตามถามทุกข์สุขกันตลอด



ราศีกันย์ ( เกิดระหว่างวันที่17 กันยายน-16 ตุลาคม)

มีเรื่องให้ต้องหัวหมุนได้ตลอด ประสบปัญหาได้ไม่จบไม่สิ้น ข้อตกลงหรือบทสรุปที่ได้ไม่เป็นไปตามความประสงค์ แต่ละสิ่งที่ต้องทำล้วนเป็นเหมือนไฟลท์บังคับแทบทั้งสิ้นต้องกลายเป็นผู้เสียสละไปโดยปริยายทั้งนี้ก็เพราะเห็นแก่ส่วนรวมเป็นสำคัญซึ่งก็ควรที่จะต้องเซฟตัวเองด้วย มิควรทำการแบบเหมือนไม่มีอะไรจะเสีย นอกจากจะต้องประเมินสถานการณ์แล้วก็ควรที่จะต้องประมาณกำลังตนด้วย อย่าได้คิดที่จะโชว์เหนือจนกลายเป็นความประมาทไปซะล่ะ ความกระตือรือร้นที่ไม่ค่อยจะพอดีเป็นเหตุให้ถูกมองติดลบได้ง่ายๆ การเจรจาต่อรองค่อนข้างที่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบจึงควรยกหน้าที่ให้กับมืออาชีพโดยตรงจะดีกว่า ใส่ใจกับทุกๆเรื่องที่ทำให้มากขึ้นเป็นทวีคูณ เรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น หลีกเลี่ยงการโต้แย้งที่ไม่สร้างสรรค์ ระวังปัญหาสุขภาพ

ด้านการเงิน คล่องตัวดี มีรายได้เสริม พบช่องทางหาเงินเพิ่มจากการแนะนำของเพื่อนฝูงหรือผู้ใหญ่ แต่ก็ต้องคุมรายจ่ายให้ดี ใช้เพลินนักไม่ได้ เรื่องโชคลาภก็ได้แค่ลุ้น ควรเช็กคุณภาพของก่อนที่จะจ่าย

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด ยังหาพื้นที่สำหรับปลูกต้นรักไม่เจอ ส่วนคนมีคู่ ดูเหมือนว่าจะห่างเหินกันไปสักหน่อยอาจจะเป็นเพราะภาระหน้าที่ มิใช่ว่าหมดโปรแล้วหรอกนะ อย่าคิดมาก



ราศีตุลย์ (เกิดระหว่างวันที่17 ตุลาคม- 15 พฤศจิกายน)

ไม่สามารถที่จะรวบตึงไว้ซะทุกสิ่งอย่างได้ ยังไม่มีอำนาจมากพอที่จะจัดการแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะเจอคำพูดที่ไม่เข้าหูทำให้ออกอาการหงุดหงิดอยู่พอสมควร ต้องผจญกับปัญหาร้อยแปดพันเก้า มีเรื่องให้ได้แก้ไขที่หน้างานตลอด บางทียิ่งรีบก็เหมือนว่าจะยิ่งช้า การปรับเปลี่ยนอะไรโดยพลการจะก่อให้เกิดความขัดแย้งและเป็นสาเหตุให้กินใจกันไปอีกนานทางที่ดีควรปรึกษาหารือหรือพูดคุยกันให้เข้าใจก่อนอย่าคิดว่าเป็นเสียเวลาเลย แนวคิดที่สุดโต่งของคุณเป็นอะไรที่ผู้อื่นเข้าถึงได้ยากแต่หากต้องการแนวร่วมก็ต้องพยายามอธิบายหน่อย ที่สำคัญก็คืออย่าบังคับใจใครให้ต้องทำตามใจคุณ มีเววว่าจะต้องได้เปลี่ยนแผนแบบกะทันหัน บางท่านอาจจะถูกเช็คบิลย้อนหลังดังนั้นไม่ว่าจะด้วยเรื่องอันใดควรที่จะต้องตระหนักในเรื่องของความโปร่งใสและความถูกต้องสามารถตรวจสอบได้ด้วย

ด้านการเงิน ส่วนมากเป็นเงินหมุนซะมากกว่า มีเข้ามาแต่ก็จะอยู่ในมือได้ไม่นานมีอันต้องจรลีไป ระวังทรัพย์สินสูญหายหรือข้าวของชำรุด บริวารไม่ซื่อสัตย์เห็นแก่เล็กแก่น้อย ไว้ใจทางวางใจคนจะจนใจเองนะ

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด อย่าเพิ่งรีบร้อน คนที่เข้ามาดูเหมือนว่าจะมีอะไรที่ปิดบังซ่อนเร้นอยู่ ส่วนคนมีคู่ มีเรื่องให้ต้องขุ่นเคืองใจกันอยู่เรื่อย ระวังวาจาในลักษณะกระทบกระเทียบหรือทำนองเปรียบเทียบด้วยล่ะ



ราศีพิจิก (เกิดระหว่างวันที่16 พฤศจิกายน- 15 ธันวาคม)

ตรรกะส่วนตัวบางอย่าจำเป็นต้องพับเก็บเข้ากระเป๋าไว้ก่อน ต้องมองในภาพรวมให้มากขึ้น ในบางเรื่องก็มิสามารถตักเตือนกันตรงๆได้โดยเฉพาะกับคนที่ค่อนข้างจะเซ้นซิทีฟหรือเข้าใจอะไรได้ยากซึ่งก็จะทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ ที่สำคัญอย่าได้สำคัญตนผิดด้วยล่ะ จะถูกสถานการณ์บีบคั้นให้ต้องเร่งๆรีบๆ บางทีก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับสภาวการณ์ที่เผชิญอยู่ มิอาจควบคุมทกสิ่งให้ไปอย่างใจได้ พยายามโฟกัสให้ถูกที่ถูกทางไว้ก็แล้วกัน บางท่านก็มีสิทธิ์ที่จะติดร่างแหหรือถูกลูกหลงเหตุเพราะไม่ดูตาม้าตาเรือให้ดีทำให้ต้องเดือดร้อนในการเข้าชี้แจงแถลงไขกับผู้ใหญ่ จะมีบางภารกิจที่ไม่อาจดำเนินการโดยเปิดเผยได้ ต้องเสาะหาข้อมูลในเชิงลึกซึ่งก็คงต้องใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้ ระวังจะพึ่งพาคนผิดจนทำให้ต้องเสียไปทั้งกระบวน มิควรคาดหวังกับผลลัพธ์สูงจนเกินไป

ด้านการเงิน มีรายรับหลายทาง มีโชคลาภ แต่ต้องจัดสมดุลให้ดีๆ อย่าฟุ่มเฟือย และหาเรื่องให้ต้องเปลืองเงินโดยใช่เหตุ เก็บสำรองเป็นทุนไว้บ้าง แต่อาจจะต้องเสียเงินเพื่อซื้อความสบายใจ

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด มีตัวเลือกเยอะ แต่ถ้ามัวแต่กั๊กไม่ยอมเลือก มีหวังหายหน้าไปหมดแน่ ส่วนคนมีคู่ ไม่ค่อยลงรอยกันนัก แต่ถ้าลดราวาศอกให้กันมั่งก็ดี



ราศีธนู (เกิดระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม- 15 มกราคม)

อย่ามัวแต่รอกำลังเสริม อะไรที่สามารถจัดการเองได้ให้ลงมือไปก่อนถึงเวลาจะมีคนเข้ามาช่วยเองนั่นแหละ ระวังความคิดที่วกวนเหมือนกับพายเรือในอ่าง ควรมีการตัดสินใจที่เด็ดขาด ปฏิบัติภารกิจด้วยความมั่นใจ มีความมุ่งมั่นและแยบยลในการผจญอุปสรรคปัญหา การเจรจาพาทีต้องมีวาทศิลป์หน่อย ช่วงต้นสัปดาห์คงจะต้องลงทุนลงแรงมากหน่อยแต่สถานการณ์จะค่อยๆขยับดีขึ้น จำเป็นที่จะต้องเข้าไปสนับสนุนหรือช่วยผลักดันโครงการบางอย่างจากการขอร้องของผู้ที่สนิทสนมคุ้นเคย จะมีเหตุที่ทำให้ผู้ใหญ่ไม่ค่อยปลื้มคุณนักและส่งผลกระทบถึงหน้าที่การงานอีกต่างหากดังนั้นจะต้องรอบคอบและระมัดระวังมากขึ้นเป็นเท่าตัว บางท่านอาจจะถูกโยกย้ายหรือต้องไปคุมงานต่างถิ่นต่างที่แบบกะทันหัน เป็นช่วงที่ต้องพลาดหวังหรือฟาวล์บ่อยต้องพยายามทำใจร่มๆไว้ ปรับฮวงจุ้ยโต๊ะทำงานหน่อยก็ดี

ด้านการเงิน คล่องตัวขึ้น มีเงินหมุนในมือมากขึ้นกว่าเดิม แต่ยังคงต้องคุมรายจ่ายมิให้โอเวอร์เกินความจำเป็น ระวังถูกหลอกล่อด้วยผลประโยชน์และการทำสัญญาต่างๆที่จะถูกเอาเปรียบ

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด รู้สึกหวั่นไหวใจสั่นจนแทบเก็บอาการไม่อยู่เมื่อเจอคนที่โดนใจ ส่วนคนมีคู่ ขัดคอกันอยู่เรื่อย แต่ก็รู้ทางกันดีเลยไม่บานปลาย

17


หุ้นเปิดเมืองกลับมาเป็นธีมลงทุนหลักหลังจากรัฐคลายปลดหลายมาตราการ Fund Flow ต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้น และนายกฯ เคยประกาศเปิดเมืองเมื่อเย็นวันที่ 16 มิ.ย.64 จนถึงวันนี้กินเวลาได้ 3 เดือนเต็ม เหล่าบรรดาหุ้นเปิดเมืองมีการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างไรบ้าง โดยเทียบจากวันที่นายกฯ ประกาศเปิดเมือง 16 มิ.ย.64 กับ ณ 17 ก.ย.64

1.กลุ่มสนามบิน-สายการบิน ตัวแม่กลุ่มนี้คือ AOT (บมจ.ท่าอากาศยานไทย) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 67.25 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 61.75 บาท ลดลง 5.50 บาท หรือ -8.18% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD ยังลบนิดหน่อยอยู่ที่ -0.80%) ส่วนอีกตัว BA (บมจ.การบินกรุงเทพ) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 9.90 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 12.30 บาท เพิ่มขึ้น 2.40 บาท หรือ +24.24% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD บวกกระจาย +92.19%)

หุ้นกลุ่มนี้จะโดดเด้งเมื่อมีข่าวการเปิดเมือง และคลายล็อก เพราะทางการไฟเขียวให้ประชาชนในพื้นที่สีแดงเข้มเดินทางข้ามจังหวัดได้ สายการบินต่างๆ กลับมาเปิดบินอีกครั้ง ส่งผลให้มีปัจจัยบวก รวมไปถึงเข้าสู่หน้าไฮซีซัน บวกกับมาตรการคลายล็อกของรัฐบาลที่จะทยอยออกมาเป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่มนี้

2.กลุ่มขนส่ง ตัวท็อปกลุ่มนี้คือ BEM (บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 8.80 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 8.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท หรือ +1.14% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +7.23%) ขณะที่ BTS (บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 9.80 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 9.50 บาท ลดลง 0.30 บาท หรือ -3.06% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +2.15%)

ส่วนกลุ่มขนส่งทางเรือ เด่นๆ อย่าง RCL (บมจ.อาร์ ซี แอล) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 60.50 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 57.75 บาท ลดลง 2.75 บาท หรือ -4.54% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +306.69%) TTA (บมจ.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 18.00 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 15.40 บาท ลดลง 2.60 บาท หรือ -14.44% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +172.57%)

3.กลุ่มท่องเที่ยว-โรงแรม หัวเรือใหญ่กลุ่มนี้ MINT (บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 33.00 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 32.00 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ -3.03% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +24.27%) อีกตัว CENTEL (บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 36.50 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 34.50 บาท ลดลง 2.00 บาท หรือ -5.48% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +45.57%) และ SPA (บมจ.สยามเวลเนสกรุ๊ป) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 8.45 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 7.30 บาท ลดลง 1.15 บาท หรือ -13.61% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +5.04%)

อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มนี้ดีดรับข่าวการเปิดเมืองและเปิดประเทศไปแล้วบางส่วนบ้างแล้ว อัปไซด์จึงอาจเหลือไม่มากนัก

4.กลุ่มร้านอาหาร ตัวเด่นๆ เช่น M (บมจ.เอ็มเค เรสโตรองต์) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 56.25 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 54.00 บาท ลดลง 2.25 บาท หรือ -4.00% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +9.64%) ZEN (บมจ.เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 12.10 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 11.80 บาท ลดลง 0.30 บาท หรือ -2.48% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +8.26%)

หลัง ศบค.ประกาศคลายล็อกดาวน์สามารถนั่งกินในร้าน ห้างสรรพสินค้า และคอมมูนิตีมอลล์ถึง 2 ทุ่ม ทำให้หุ้นกลุ่มนี้รับรู้ข่าวและปรับขึ้นมาพอสมควร แต่ยังไม่สามารถทำราคาเหนือกว่าราคาเมื่อ 3 เดือนที่แล้วได้

5.กลุ่มสื่อโฆษณานอกบ้าน-ความบันเทิง ตัวเด่นๆ คือ VGI (บมจ.วีจีไอ) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 6.45 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 6.35 บาท ลดลง 0.10 บาท หรือ -1.55% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD -4.51%) และ PLANB (บมจ.แพลน บี มีเดีย) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 6.50 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 6.65 บาท เพิ่ม 0.15 บาท หรือ +2.31% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +6.40%) ส่วน MAJOR (บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป)เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 23.90 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 21.10 บาท ลดลง 2.80 บาท หรือ -11.71% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +17.49% )

6.กลุ่มห้างสรรพสินค้า-ค้าปลีก มีหลายตัวที่เป็นที่นิยมของนักลงทุน เช่น CRC (บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 36.75 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 33.25 บาท ลดลง 3.50 บาท หรือ -9.52% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +8.13%) MBK (บมจ.เอ็ม บี เค) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 14.40 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 13.90 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ -3.47% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +10.32%) BJC (บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 36.00 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 33.75 บาท ลดลง 2.25 บาท หรือ -6.25% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD -2.88%)

กลุ่มนี้ส่วนใหญ่ราคายังไม่สูงไปกว่า 3 เดือนที่แล้ว ยกเว้น CPALL (บมจ.ซีพี ออลล์) ที่วิ่งแรงเทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 61.75 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 65.00 บาท เพิ่ม 3.25 บาท หรือ +5.26% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +11.59%)

7.กลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อ มีตัวใหญ่ๆ ดังๆ ในรุุ่น เช่น MTC (บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 60.25 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 63.50 บาท เพิ่ม 3.25 บาท หรือ +5.39% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +7.63%) และ SAWAD (บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 72.50 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 71.00 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ -2.07% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +7.98%) และ TIDLOR (บมจ.เงินติดล้อ) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 44.25 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 38.25 บาท ลดลง 6.00 บาท หรือ -13.56%

8.กลุ่มธนาคาร เช่น KBANK (บมจ.ธนาคารกสิกรไทย) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 124.50 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 122.00 บาท ลดลง 2.50 บาท หรือ -2.01% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +7.96%) และ BBL (บมจ.ธนาคารกรุงเทพ) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 120.00 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 113.50 บาท ลดลง 6.50 บาท หรือ -5.42% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD -4.22%)

9.กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม พิมพ์นิยมนักลงทุน คือ AMATA (บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชั่น) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 19.80 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 18.70 บาท ลดลง 1.10 บาท หรือ -5.55% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +14.72%) ROJNA (บมจ.สวนอุตสาหกรรมโรจนะ) เทียบราคา 16 มิ.ย. ปิด 7.25 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 6.60 บาท ลดลง 0.65 บาท หรือ -8.96% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +46.67%) และ WHA (บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น) เทียบราคา 16มิ.ย.64 ปิด 3.36 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 3.24 บาท ลดลง 0.12 บาท หรือ -3.57% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +6.58%)

10.กลุ่มโรงพยาบาล ตัวเด่นๆ ที่ธีมเปิดเมือง พร้อมกับรับลูกค้าต่างประเทศ เด่นๆ คือ BH (บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 134.00 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 133.50 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ -0.37% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +11.25%) BDMS (บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ) เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 23.00 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 22.80 บาท ลดลง 0.20 บาท หรือ -0.87% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +9.62%) ขณะที่ THG (บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป) ทำราคาพุ่งเกินกว่าราคาเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว เทียบราคา 16 มิ.ย.64 ปิด 25.50 บาท ล่าสุด 17 ก.ย.64 ปิด 32.00 บาท เพิ่ม 6.50 บาท หรือ +25.49% (ผลตอบแทนราคาย้อนหลังปีนี้ YTD +24.27%)

อย่างไรก็ตาม ถ้าเทียบ 3 เดือนที่ผ่านมา บรรดาหุ้นเปิดเมืองส่วนใหญ่ยังไม่มีการขยับตัวมากนัก แต่ถ้ามีการผ่อนคลายเพิ่มขึ้น ราคาน่าจะขยับเพิ่มขึ้นได้ในอนาคตต่อไป
URL
 667
 

18


ประลอง สาวันดี ซัดซ้ายเต็มข้อตุงตาข่ายอย่างสุดสวย ช่วยให้ 'สวาทแคท' นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เปิดบ้านเฉือน 'มังกรโล่เงิน' โปลิศ เทโร เอฟซี 1-0 ปลดล็อกคว้า 3 แต้มแรกในซีซั่นนี้

ศึกฟุต.รีโว่ ไทยลีก ฤดูกาล 2021/22 วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน 2564 เป็นการลงสนามนัดที่ 3 เกมที่น่าสนใจ 'สวาทแคท' นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เปิดสนามเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา รับการมาเยือนของ 'มังกรโล่เงิน' โปลิศ เทโร เอฟซี

'สวาทแคท' ภายใต้การคุมทีมของ 'โค้ชโจ' ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น ปราชัยมา 2 เกมรวด ยังไม่มีคะแนน ล่าสุดบุกพ่ายให้กับ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด 2-3 เกมนี้นำทัพมาโดย อมาดู อ็อตตาร่า, มาร์โก ซาฮาเนค, นฤพล อารมณ์สวะ

ขณะที่ 'มังกรโล่เงิน' ของ 'โค้ชอ้น' รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค เกมล่าสุดบุกไปพ่าย บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 1-3 เกมนี้นำทัพมาโดย เอวานโดร เปาลิสต้า, ธีรเทพ วิโนทัย และอาทิตย์ บุตรจินดา

นาทีที่ 22 นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ที่วันนี้ครองเกมบุกได้เยอะกว่าเล็กน้อย มาได้ประตูออกนำ 1-0 จากลูกยิงด้วยซ้ายสุดสวยนอกกรอบเขตโทษของ ประลอง สาวันดี และหมดเวลา 45 นาทีแรกไปด้วยสกอร์นี้

ครึ่งเวลาหลัง โปลิศ เทโร เอฟซี พยายามเปิดเกมบุกเพื่อทำประตูตามตีเสมอให้ได้ แต่จังหวะจบสกอร์ยังไม่เฉียบคมพอ และในช่วงท้ายเกมก็ต้องมาเหลือผู้เล่น 10 คน เมื่อวันชัย จารุนงคราญ โดนเหลืองที่สอง กลายเป็นใบแดงไล่ออกจากสนาม

ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมไม่มีใครทำอะไรกันได้ หมดเวลา 90 นาที นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เปิดบ้านเฉือน โปลิศ เทโร เอฟซี 1-0 ปลดล็อกคว้า 3 คะแนนแรกในฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ ขึ้นมารั้งอันดับ 11 ของตาราง ขณะที่ผู้มาเยือนรั้งรองบ๊วย มี 1 แต้ม

รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม
นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี : ธณชัย หนูราช (GK), ธิติ ทุมพร, ณัฐพงษ์ สายริยา, เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว, ประลอง สาวันดี, เดนนิส บียานูเอว่า, นฤพล อารมณ์สวะ, มาร์โก ซาฮาเนค, อมาดู อ็อตตาร่า, อับดุลฮาฟิส บือราเฮง, จักรกฤษ นิยมสุข

โปลิศ เทโร เอฟซี : กิตติพงษ์ ภูแถวเชือก (GK), เอกชัย สำเร, ยัง จุน อา, ไอแซค ฮอนนี, เฉลิมศักดิ์ อักขี, สัญชัย นนทศิลา, เลสลี อับเลอร์, สิทธิโชค ทัศนัย, ธีรเทพ วิโนทัย, อาทิตย์ บุตรจินดา, เอวานโดร เปาลิสต้า


ผลการแข่งขันฟุต.รีโว่ ไทยลีก อีกหนึ่งคู่
สุพรรณบุรี เอฟซี 2-2 พีที ประจวบ เอฟซี

19
นมอัดเม็ดไทยชอง milk tablet  ชอบหวานน้อย นมเน้นๆ มีแคลเซียม ต้องลอง นมอัดเม็ด milk tablet หลายเจ้าในตลาดมากมาย แต่ทำไมนมอัดเม็ดไทยชอง milk tabletแจ้งเกิดเป็นนมอัดเม็ดดาวรุ่งพุ่งแรง เพราะ ความนัวนม ย้ำว่านัวนมๆจริง และรสชาติหวานน้อย ที่เอาใจคนที่หันมาดูแลตัวเองมากขึ้น รสชาติไม่หวานเลี่ยน การันตีไม่หวานแหลมแสบคอ  นมก็นมแท้ๆแน่นๆ จากนิวซีแลนด์ มี 2 ขนาดให้เลือก 





1.นมอัดเม็ดไทยชอง  milk tablet ขนาด 20 กรัมเป็นรูปซองขวด 1 ซองมี 15 เม็ด ขายปลีกซอง 12 บาท ฮัลโล ไม่แพงน้า รสชาติต้องได้ลอง เลือกคุณภาพ ประโยชน์ และ อร่อยด้วย คุ้มค่า

 

2.นมอัดเม็ดไทยชอง milk tablet ขนาด 27 กรัม ซองสี่เหลี่ยม ตกซองละ 18 บาท 
จะซื้อแบบกล่อง หรือ ซื้อแบบซองก็ได้ แบบกล่องซื้อไปเป็นของขวัญของใกเก๋ไก๋ ดูดีมีราคา เพราะแพคเกจเค้าน่ารักเว่อร์ 
 


นมอัดเม็ด milk tabletเป็นขนมทีมีประโยชน์นะคะ ทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพราะนมอัดเม็ดไทยชอง milk tabletใช้นมแท้ๆ คุณภาพดีมาเป็นส่วนผสมหลักที่เข้มข้น ทำให้คนทานได้ แคลเซียมและวิตามินบี 2  ใครที่เน้นดูแลเรื่องกระดูกและฟัน และ ลดหวานเพื่อสุขภาพ แนะนำมากๆ กับนมอัดเม็ดไทยชอง milk tablet

สั่งซื้อ คลิกเลย >>> https://lin.ee/sSGXFCK 
 

20


เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2564 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการผลักดันพืชเศรษฐกิจกระท่อมใครได้ประโยชน์ ว่า ตนไม่อยากให้พี่น้องเกษตรกรปลูกแต่พืชเดิมๆ ขาย พืชกระท่อมถือเป็นพืชทางเลือกใหม่แก่ประชาชน จึงผลักดันให้กระท่อมถูกกฎหมายเพื่อเป็นพืชเศรษฐกิจได้สมใจแล้วอย่างเสรี เมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา ส่วนผู้ที่เคยต้องคดีกระท่อมพ้นผิดหมดแล้วในทุกระบวนการ กระทั่งใครมีหมายศาลก็ต้องมีคำสั่งให้ปล่อยตัวทันที และยังช่วยให้ระบบสังคมดีขึ้นคนพ้นผิดกลับไปหาครอบครัวได้แล้ว


ทั้งนี้ พืชกระท่อมยังจะเป็นสินค้าส่งออกทำกำไรมหาศาลได้ถ้าส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่น แถบยุโรป อเมริกา พืชกระท่อมชอบอากาศร้อนชื้น ไม่ชอบอาการหนาวซึ่งจะผลัดใบหมด เขาจึงปลูกไม่ได้แบบบ้านเราเพราะสภาพอากาศ ในต่างประเทศกระท่อมถูกนำไปบริโภคเพื่อบำรุงรักษาร่างกาย นอกจากนี้ คนที่ติดยาบ้าเราเตรียมจะให้เลิกยาโดยให้กินกระท่อมแทนด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างวิจัย ซึ่งในอเมริกา นำไปช่วยผู้ติดยาแล้ว แก้โรคซึมเศร้า แก้โรคเบาหวาน แก้อาการปวดต่างๆ ลดอาการได้ถึง 5 - 8 เท่า ดีกว่ามอร์ฟีนด้วยซ้ำ


นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การซื้อขายใบกระท่อมสดๆ นั้น สามารถทำได้เพราะถูกกฎหมายแล้ว แต่ถ้านำไปผลิตเป็นแคปซูลก็ไม่ผิดกฎหมายแต่ต้องไปขออนุญาต อย.หรือการนำไปบรรจุขวดตีตรายี่ห้อเพื่อจำหน่ายก็ต้องขออนุญาตจาก อย. กฎหมายอื่นยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เราส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกขายเต็มที่ เพราะคนเหล่านี้มีองค์ความรู้มากกว่าฝ่ายราชการ ที่ทิ้งร้างมากว่า 78 ปี โดยการนำกระท่อมไปผลิตเป็นสี่คูณร้อย ตนไม่เห็นด้วย และอยากเตือนให้ช่วยกันห้ามปราม เพราะจะทำให้พืชกระท่อมมีปัญหาได้ในภายหลัง อยากให้กระท่อมเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์อย่างแท้จริง เพราะกว่าจะผลักดันให้กระท่อมถูกกฎหมายได้ค่อนข้างยากลำบาก

ทั้งนี้ ในวันที่ 20 ก.ย.ทางสำนักงาน ป.ป.ส.จะจัดเสวนาภายใต้หัวข้อ "พืชกระท่อมไทยไปตลาดโลก" เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับกฎหมาย และสร้างโอกาสด้านเศรษฐกิจของพืชกระท่อม

21


6 เดือนแรกปี 2564 ของ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP มีกำไรสุทธิ 100.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69.09% อัตรากำไรสุทธิเท่ากับ7.40% จาก“ยอดขาย”ที่เพิ่มขึ้นและการปรับตัวเพิ่มขึ้นของ“อัตรากาไรขั้นต้น” ขณะที่ไตรมาส 2 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 43.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.10%

“เภสัชกรหญิงอมร พุฒิพิริยะ” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNPผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคในจังหวัดเชียงรายเปิดเผยว่า สำหรับภาพรวม “กำลังซื้อ” ต้องยอมรับว่าหดตัวซึ่งสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ว่าจากกำลังซื้อของประชาชนในสินค้าอุปโภคและบริโภคเพิ่มขึ้น

เนื่องจากเป็นสินค้าจำเป็นเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต ประกอบกับ ได้รับอานิสงส์มาตรการของรัฐ ที่ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งการปรับกลยุทธ์ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคนิวนอร์มอล ทั้งการขยายสาขาใหม่ รวมทั้งการนำสินค้าซื้อหวยออนไลน์ถูกกฎหมายที่จำเป็นเข้ามาจัดจำหน่ายเพิ่มเติม โดยเฉพาะสินค้าที่มีมาร์จินสูง

ดังนั้น บริษัทจึงปรับเป้าหมายรายได้ปี 2564 ให้สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของบริษัท ซึ่งตั้งเป้ารายได้เติบโต 15-20% จากต้นปีที่ผ่านมาวางไว้จะเติบโต 10-15%แม้จะอยู่ในช่วงของการแพร่ระบาดของโควิด-19แต่กลุ่มลูกค้าหลักยังเป็นประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ บวกกับอานิสงส์ จากมาตรการการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐผ่านโครงการต่างๆ ทำให้ประชาชนยังมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอย สินค้าสำหรับอุปโภคและบริโภค และคาดว่าในไตรมาสสุดท้ายของปี เศรษฐกิจน่าจะกลับมาฟื้นตัว จากการเดินหน้าฉีดวัคซีน และมาตรการการควบคุมการระบาดในปัจจุบันเริ่มมีทิศทางดีขึ้น


ทั้งนี้ ตามแผนการขยายสาขาในปี 2564 ถือว่าประสบความสำเร็จตามที่บริษัทวางไว้ โดยในช่วง 8 เดือนแรกปีนี้ บริษัทเปิดสาขาใหม่ 3 สาขา ทำให้ให้ปัจจุบันมี 35 สาขา ครอบคลุมจังหวัดเชียงรายจำนวน 28 สาขา เชียงใหม่ 2 สาขา และพะเยา 5 สาขา และกำลังดำเนินการเปิดสาขาใหม่อีก 3 สาขา คือ ในจังหวัดเชียงราย 2 สาขา และ จังหวัดเชียงใหม่ 1 สาขา ที่กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง คาดจะเปิดให้บริการได้ภายในไตรมาสที่ 4 ปี 2564 ส่งผลสิ้นปีมี 38 สาขา โดยเป็นการเปิดสาขามากขึ้นจากเป้าเดิมต้นปีที่บริษัทตั้งเป้าจะเปิดจำนวน 5 สาขา

"สาขาใหม่ที่เปิดให้บริการไปแล้วนั้น จะเข้ามาสนับสนุนการเติบโตของยอดขายในช่วงครึ่งปีหลัง และปี 2565 รวมไปถึงการเตรียมขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านออนไลน์ ปรับตัวสู้สถานการณ์โควิด-19 และการใช้ชีวิตของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ภาพรวมยอดขายทั้งปีมีแนวโน้มทำได้ดีกว่าเป้า และคงความสามารถในการทำกำไรที่ดี ตอกย้ำความสำเร็จของร้านค้าปลีกท้องถิ่นคนไทย ที่มีการเติบโตในทุกๆปี”

เขา บอกต่อว่า เป้าหมายการขยายสาขาของบริษัทในปี 2565 ตั้งเป้าขยายสาขาไม่ต่ำกว่าปีนี้ที่จำนวน 6 สาขา หลักๆ จะเป็นพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ไม่ว่าจะเป็น เชียงราย , เชียงใหม่ , พะเยา แต่บริษัทก็ยังศึกษาในจังหวัดอื่นๆ ด้วย ไม่ได้ปิดกั้นเฉพาะจังหวัดดังกล่าว

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในจังหวัดเชียงรายและพื้นที่โซนภาคเหนือ เริ่มกลับมาฟื้นตัวตามสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่อนคลายลง รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง (ล็อคดาวน์)ส่งผลให้ประชาชนเริ่มมีการเดินทางมากขึ้น และเริ่มมีการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งเป็นการสนับสนุนภาพรวมยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) ยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับปีก่อนอีกด้วย

พร้อมทั้ง ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด ควบคู่การเดินหน้าช่วยเหลือสังคม ในการให้บริการสินค้าผ่านการร่วมโครงการต่างๆ ของรัฐ อาทิ รถโมบายพาณิชย์


“แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2564 คาดยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก แม้จะอยู่ในช่วงของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 เพราะกลุ่มลูกค้าหลักยังเป็นประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ บวกกับอานิสงส์ จากมาตรการการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐผ่านโครงการต่างๆ”

สุดท้าย “อมร” ทิ้งท้ายไว้ว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การให้บริการประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือให้มากที่สุด จึงคาดสิ้นปีจะมี 37 สาขา หนุนเป้าหมายรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 15%

22


คลังชง “ประยุทธ์” ประธานคณะกรรมการวินัยการเงินการคลัง ขยับเพดานหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ของจีดีพี เผยเงื่อนไขขยายเพดาน “ชั่วคราว” 10 ปี ในช่วงวิกฤต สอดรับกับผู้ว่า ธปท.กระทุ้งรัฐบาลกู้เงินเพิ่ม 1 ล้านล้านดูแล ประสานเสียงจำเป็นต้องทำเพื่อเร่ง “ฟื้นฟู” เศรษฐกิจ “ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ย้ำโจทย์ใหญ่รัฐบาลต้องกำหนดแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจหลังโควิด ที่ผ่านมามีแต่ “เยียวยา” ด้าน “สมหมาย” อดีตขุนคลังชี้ต้องมีแผนหารายได้ ชูขึ้น VAT ถูกกฎหมายเชื่อถือได้ “ดร.สมประวิณ” หนุนขยายเพดานก่อหนี้อัดฉีด “ฟื้นฟู-ปรับตัว”ภาคธุรกิจ

ชงขยายเพดานหนี้ 70%
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังได้ข้อสรุปเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะแล้ว แต่จะต้องรอคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง รองประธาน พิจารณาเห็นชอบ ในการประชุมวันที่ 20 ก.ย.นี้

เบื้องต้นน่าจะขยายเพดานที่ระดับไม่เกิน 70% ต่อจีดีพี จากปัจจุบันอยู่ที่ 60% และการกู้เงินใกล้เต็มเพดานแล้ว ดังนั้นหากจะขยายแค่ 65% ก็อาจจะต่ำเกินไป

“คลังไม่ได้มีปัญหาที่จะขยายเพดานหนี้ แค่รอให้ผ่านช่วงอภิปรายไม่ใว้วางใจไปก่อน ปัจจุบันยังมีช่องว่างให้ขยายเพดานได้อีก ถ้าเทียบกับต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีหนี้สาธารณะสูงกว่า 100% ถือว่าไทยยังมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่เหมาะสมอยู่ และในช่วงวิกฤตเช่นนี้ หากจะขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็น 70-75% เพื่อดูแลประชาชน ก็สามารถทำได้ แต่สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการวินัยการเงินการคลังฯ” แหล่งข่าวกล่าว

มาตรการ “ชั่วคราว” 10 ปี
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยถึงเงื่อนไขการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 60% ต่อจีดีพี เป็น “ไม่เกิน 70%” ว่า เป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งจะเป็นการขยายแบบ “ชั่วคราว” เท่านั้น โดยมีเงื่อนไขต้องกลับมาอยู่ในต่ำกว่า 60% ของจีดีพีภายใน 10 ปี และต้องเสนอแผนการเพิ่มรายได้ภาษีเป็น 20% ของจีดีพี ภายใน 10 ปี ภายใต้สมมุติฐานเศรษฐกิจขยายตัว 3-5% และกรอบรายจ่ายงบประมาณไม่เกินปีละเท่าไรเข้ามาด้วย

ทั้งนี้เพื่อให้รัฐบาลที่เข้ามาต่อจากรัฐบาลนี้ บริหารการเงิน การคลังภายใต้ข้อจำกัดและกรอบดังกล่าว และป้องกันการทำนโยบายประชานิยม แจกเงินเพื่อสร้างฐานเสียง และต้องแยกมาตรการการเงินที่ไม่มีประสิทธิผล กับการให้เงินสวัสดิการ ซึ่งจำเป็นและควรมีการปรับระบบสวัสดิการให้ทั่วถึงและมีความยั่งยืนด้วย ซึ่งการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม มีความจำเป็น ไม่ทำไม่ได้ แต่รัฐบาลต้องคำนึงถึงต้นทุนในการบริหารจัดการหลังวิกฤตโควิด

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า รัฐบาลจำเป็นจะต้องสร้างนโยบายการเงินกับความยั่งยืนทางการคลัง โดยมีช่องว่างหรือ “พื้นที่ทางการคลัง” เตรียมไว้สำหรับรับวิกฤตในโลกหลังยุคโควิด ซึ่งอาจจะเกิดวิกฤตอีกเมื่อไรก็ได้ จะได้ไม่ซ้ำรอยที่ผ่านมา เช่น วิกฤตต้มยำกุ้ง ต้องลด VAT เป็น 7% จนปัจจุบันไม่เคยปรับขึ้น ต้องต่ออายุทุกปี เพราะไม่มีรัฐบาลไหนขึ้นภาษีแล้วเสียคะแนนเสียงทางการเมือง

อดีตขุนคลังชี้จำเป็นต้องทำ
นายสมหมาย ภาษี อดีต รมว.คลัง ในช่วงรัฐบาล คสช. กล่าวว่า ในช่วงภาวะวิกฤตเช่นนี้การขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็นเรื่องที่ควรทำ เพราะมีความจำเป็น หากมานั่งกังวลเรื่องนี้ จะเป็นเรื่องไม่ใช่เรื่อง และจะแสดงว่ารัฐบาลทำงานไม่เป็น ดังนั้น เมื่อมีความจำเป็นก็ต้องขยาย

“สถานการณ์ขณะนี้แย่เต็มทีแล้ว และรัฐบาลก็ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาช่วยประชาชนแล้ว โดยรัฐจำเป็นต้องกู้เงิน เพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจ และเป็นสวัสดิการให้กับประชาชนอีกมาก” นายสมหมายกล่าว

อย่างไรก็ดี เมื่อขยายเพดานหนี้แล้ว ต้องดูว่า จะกำกับดูแลไม่ให้เพิ่มมากเกินไปได้หรือไม่ หรือจะควบคุมให้อยู่ในระดับพอสมควรได้อย่างไร เช่น อยู่ในกรอบระหว่าง 60% ไม่เกิน 65% เนื่องจากหนี้สาธารณะเป็นตัวหารในจีดีพี ดังนั้น หากจีดีพียิ่งไม่โต ก็จะยิ่งแย่ แต่หากจีดีพีของไทยขยายตัวมากขึ้น ก็จะไม่มีปัญหา


ขึ้นภาษีหาช่องเพิ่มรายได้
“การขยายเพดานหนี้สาธารณะ เมื่อมีความจำเป็นก็ต้องทำ ส่วนควรจะอยู่ที่ระดับเท่าไหร่ ก็บอกไม่ได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐ แต่จริง ๆ แล้วการขยายเพดานหนี้ก็น่ากลัว ถ้ารัฐไม่ได้บอกว่าอีกด้านจะหารายได้เพิ่มอย่างไร เพื่อให้สมดุลกับหนี้ที่เพิ่มขึ้น ท้ายที่สุดบริษัทจัดอันดับเรตติ้ง ก็จะลดเครดิตเรตติ้งประเทศไทย ถึงตอนนั้นเราก็ใกล้เตาเผาศพแล้ว ฉะนั้น รัฐจะต้องมีการดูแลในเรื่องรายได้เพื่อมาทดแทนด้วย ไม่ใช่บอกว่าจะขยายอย่างเดียว” นายสมหมายกล่าว

สำหรับแนวทางการเพิ่มรายได้นั้น อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า จะต้องไปทำให้รัฐมีรายได้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน เพื่อให้มีความสามารถในการไปใช้หนี้ อาทิ เข้าไปดูในเรื่องภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อย่างช้าในปี 2565 ควรจะปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 2%

นอกจากนี้ ก็ควรบริหารสัมปทานของรัฐ ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย ก็ต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้มีรายได้ส่วนนี้เพิ่มขึ้น เพื่อมาดูแลประชาชน

ศุภวุฒิชี้โจทย์อยู่ที่แผนใช้เงิน
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะ หรือการกู้เงินเพิ่มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ควรทำตั้งแต่ปีที่แล้ว และประเด็นสำคัญคือแผนการใช้เงินเพื่อกระตุ้นและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่จนถึงขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีแผนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งปีที่แล้วเศรษฐกิจติดลบไปแล้ว -6.1% ปีนี้ถ้าโตแค่ 1% ก็เหนื่อยแล้ว

“ที่ผ่านมารัฐบาลทำแต่มาตรการเยียวยาแรงงาน คนตกงาน แต่ยังไม่ได้มีการดูแลผู้ประกอบการ ผู้จ้างงาน ซึ่งเป็นผู้เสียภาษี เป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่นที่สภาอุตฯออกมาบอกว่ารัฐบาลสั่งอย่างเดียว แค่ขอชุดตรวจ ATK ยังไม่มีการสนับสนุน และก็ยังไม่เห็นแผนหรือนโยบายของรัฐบาลที่จะสนับสนุนผู้จ้างงานเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจเดิน ปล่อยให้ผู้ประกอบการรับภาระปัญหาจากผลกระทบของโควิด-19 ซึ่งขนาดปัญหาใหญ่มาก ปล่อยให้ภาคธุรกิจดิ้นรนไปเอง”

รัฐบาลต้องกำหนดทิศทาง
ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า รัฐบาลต้องมีแผนว่าจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19 ไปในทิศทางไหน เพื่อที่จะได้มีการจัดสรรงบประมาณหรือเงินกู้ลงไปได้ตามแผน เพื่อคัดท้ายให้เศรษฐกิจเดินต่อไปได้ แต่ตอนนี้รัฐบาลทำเหมือนก่อนจะมีโควิด ยังพูดถึงแต่การลงทุนในอีอีซี เหมือนกับว่าโควิดไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ทำทุกอย่างเหมือนเดิม

“ภาคท่องเที่ยวก่อนโควิด ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40 ล้านคน สร้างรายได้ให้ประเทศ 12% ของจีดีพี หลังโควิดจะยังพึ่งพาภาคท่องเที่ยว 12% ของจีดีพีได้หรือ วางแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างไร หรือจะปรับไปพึ่งพาภาคส่งออกด้วยนโยบายอะไร ทุกอย่างไม่มีคำตอบ เหมือนตอนนี้รัฐบาลมองว่าวัคซีนคือคำตอบ ที่จะทำให้เปิดประเทศแล้วเศรษฐกิจก็ขับเคลื่อนได้ โดยไม่มีการวางแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอะไรเลย และปล่อยให้เอกชนดิ้นรนกันไป”

หนุนก่อหนี้ “ฟื้นฟูธุรกิจ”
ด้าน ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานวิจัยและหัวหน้าเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 หากจะขยายไปที่ระดับ 70% ต่อจีดีพี ถือเป็นระดับที่โครงสร้างประเทศยังรองรับได้ เนื่องจากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคของไทยยังค่อนข้างดี จึงควรขยายกรอบเพดานหนี้ไว้เผื่อไว้




ซึ่งในต่างประเทศทุกคนมีการปรับเพิ่มหมด หากประเทศไทยไม่ขยายเพดานก็จะพลาดสร้างโอกาสการเติบโตและรับมือโลกหลังโควิด-19 เพราะการก่อหนี้เพิ่ม หรือการใช้เงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ มองว่าจะเป็นการสร้างรายได้และการเติบโตในระยะยาวและยั่งยืน

ผลการศึกษาของวิจัยกรุงศรีที่เสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมภายใต้เม็ดเงิน 7 แสนล้านบาท อยู่ในมาตรการเยียวยาเท่านั้น แต่ยังต้องมีการกระตุ้นเพิ่มสำหรับ “มาตรการฟื้นฟู” เนื่องจากการปิดร้านค้า หรือโรงแรมเป็นเวลานาน จำเป็นต้องการเม็ดเงินในการฟื้นฟูกิจการให้กลับมาเปิดบริการได้อีกครั้ง รวมถึง “มาตรการปรับตัว” รับโลกหลังโควิด-19 ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงไป เช่น สหรัฐ ที่มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เรียกว่า new economy เป็นต้น

“มาตรการเยียวยา ฟื้นฟู และปรับตัว ที่วิจัยกรุงศรีเสนอ จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินพอสมควร ดังนั้น การขยายเพดานหนี้เผื่อไว้เป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งมองว่านักลงทุนเองก็จะเข้าใจในการขยายกรอบครั้งนี้ แต่การขยับเพดานแล้วจะต้องคิดและวางแผนก่อนว่าการกู้เงินไปใช้เพื่ออะไร และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพราะในท้ายที่สุดจะช่วยในเรื่องของความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตระยะยาว แต่หากกู้เงินมาเพื่อเป็นเงินโอนให้กับประชาชน ตรงนั้นจะไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาว และไม่สร้างประสิทธิภาพต่อระบบเศรษฐกิจ”

ดร.สมประวิณกล่าวอีกว่า นอกจากวางแผนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้กรอบเพดานที่ขยายแล้ว จะต้องวางแผนเรื่องการหารายได้ เพื่อชำระหนี้ ซึ่งปกติรายได้จะกลับมาเข้าเมื่อเศรษฐกิจเติบโตได้ โดยรายได้จะมาจากการขยายฐานภาษี ซึ่งจะมาจากกิจกรรมของคนที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบอีกจำนวนมาก

โดยจากงานวิจัยขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ระบุไว้ว่า การจัดเก็บภาษีควรจะอยู่บนฐานสินทรัพย์มากกว่าฐานของรายได้ ซึ่งส่วนหนึ่งจะเป็นการช่วยกระจายความมั่งคั่งของประเทศ และลดการกระจุกตัวของกลุ่มที่มีความมั่งคั่งสูง หากมีการจัดเก็บภาษีในรูปแบบดังกล่าว

ผู้ว่า ธปท.กระทุ้งรัฐบาลกู้เพิ่ม
ขณะที่เมื่อ 16 สิงหาคม 2564 ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ได้ออกมาส่งสัญญาณชัดเจนถึงรัฐบาลว่า ผลกระทบจากโควิด-19 ได้สร้าง “หลุมรายได้” ขนาดใหญ่ 2.6 ล้านล้านบาทในช่วงปี 2563-2565 เม็ดเงินของภาครัฐที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่เพียงพอ จำเป็นต้องเพิ่มแรงกระตุ้นทางการคลัง เพื่อช่วยให้รายได้และฐานะทางการเงินของประชาชนและเอสเอ็มอีกลับมาฟื้นตัว และลดแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่จะกลายเป็นอุปสรรคในการพัฒนาเศรษฐกิจหลังโควิด ทั้งระบุว่าเม็ดเงินจากภาครัฐที่เติมเข้าไปในระบบควรมีอย่างน้อย 1 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 7% ของจีดีพี

ในกรณีที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่ม 1 ล้านล้านบาท หนี้สาธารณะคาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปสูงสุดที่ 70% ของจีดีพีในปี 2567 และจะลดลงได้ค่อนข้างรวดเร็ว ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่จะกลับมาฟื้นตัวเร็ว

นอกจากนี้กรณีที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่ม จะพบว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีใน 10 ปีข้างหน้า (2574) จะต่ำกว่า กรณีที่รัฐบาลไม่กู้เงินเพิ่มถึง 5% เพราะการกู้และใส่เงินเข้าในตอนนี้เป็นการขยายเศรษฐกิจเพิ่มฐานภาษีและทำให้เศรษฐกิจเติบโตไปได้ ช่วยให้ภาระหนี้ลดลงในอนาคต

23


สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ธนาคารออมสิน “กู้ปีนี้ ผ่อนปีหน้า” ปลอดเงินต้น-ดอกเบี้ยนาน 6- 9 เดือน เช็คเลยเกณฑ์เงื่อนไขการขอกู้ถูกกฎหมายเชื่อถือได้

18 ก.ย.64 ธนาคารออมสิน ออกแคมเปญสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน “กู้ปีนี้ ผ่อนปีหน้า”ปลอดเงินต้นและดอกเบี้ยนานสูงสุด 9 เดือน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระการผ่อนบ้านและหนี้ให้กับผู้กู้ที่ต้องแบกรับอัตราดอกเบี้ยที่สูง ในสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อรายได้ 

สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ธนาคารออมสิน มีให้เลือก 2 แบบ เงื่อนไขดอกเบี้ย ดังนี้

1.แบบปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% นาน 9 เดือน 

เดือนที่ 10-12 ผ่อนล้านละ 2,000 บาท ( เฉลี่ยดอกเบี้ย 1.80%ต่อปี )
ปีที่ 2  ดอกเบี้ย 3.525% ต่อปี
ปีที่ 3  ดอกเบี้ย MRR- 2.72% เท่ากับ 3.525%ต่อปี ( ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 2.50%ต่อปี )
ปีที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย MRR-1.25% เท่ากับ 4.995% ต่อปี 
ฟรีค่าธรรมเนียมบริการสินเชื่อและจัดทำนิติกรรมสัญ
หมายเหตุ : อนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาภายในวันที่ 29 ต.ค.64

2.แบบปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน  

เดือนที่ 7-12 ผ่อนล้านละ 1,500 บาท (ดอกเบี้ย 1% ต่อปี)
ปีที่ 2 - ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 3.525% ต่อปี  (ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 2.50% ต่อปี)
ปีที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย MRR-1.25% เท่ากับ 4.995% ต่อปี 
ฟรีค่าธรรมเนียมบริการสินเชื่อและจัดทำนิติกรรมสัญญา
หมายเหตุ : อนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ธ.ค.64

 : อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี หรือ MRR ของธนาคารออมสิน ปัจจุบันอยู่ที่ 6.245% 
 

สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ธ.ออมสิน ปลอดต้น-ดอกเบี้ย 9 เดือน เช็คเงื่อนไขขอกู้
สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ธ.ออมสิน ปลอดต้น-ดอกเบี้ย 9 เดือน เช็คเงื่อนไขขอกู้


ทั้งนี้ลูกค้าที่รีไฟแนนซ์บ้าน กับธนาคารออมสิน ยังได้สิทธิในการกู้เพิ่มเติม"เพื่ออุปโภคบริโภค" รวมวงเงินกู้สูงสุด 5 ล้านบาท มีทั้งเงินกู้ระยะยาว (LT) ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือนแรก จากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้นที่ 3.90% ต่อปี และวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี (OD) อัตราดอกเบี้ยปีแรก 3.75% หลังจากนั้นคิด MOR+1.00% ต่อปี (MOR ธนาคารออมสินปัจจุบัน = 5.995%) 

เงื่อนไขระยะเวลาชำระเงินกู้

กรณีกู้เพื่อไถ่ถอนจำนองสัญญากู้เพื่อที่อยู่อาศัย 

- ไม่เกิน 40 ปี นับตั้งแต่เดือนที่ต้องชำระเงินกู้และดอกเบี้ยงวดแรกตามที่กำหนดในสัญญา และเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 65 ปี ยกเว้นเจ้าของกิจการที่สามารถพิสูจน์รายได้ที่แน่นอน เมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 70 ปี

กรณีสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค

ไม่เกิน 15 ปี นับตั้งแต่เดือนที่ต้องชำระเงินกู้และดอกเบี้ยงวดแรกตามที่กำหนดในสัญญาและเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ ต้องไม่เกิน 65 ปี

คุณสมบัติผู้กู้

เป็นผู้ฝากเงินประเภทเผื่อเรียกของธนาคาร
เป็นลูกค้าที่มีสัญญากู้เงินเพื่อที่อยู่อาศัยกับสถาบันการเงินอื่น
มีประวัติการชำระนี้ดี โดยในระยะเวลาย้อนหลัง 1 ปี ไม่มีประวัติผิดนัดชำระหนี้
มีอาชีพและรายได้แน่นอน
เอกสารประกอบการกู้ยืม

เอกสารสำหรับผู้กู้หลัก / ผู้กู้ร่วม

สำเนาบัตรประชาชน
สำเนาทะเบียนบ้าน
สลิปเงินเดือน (เดือนล่าสุด) กรณีไม่มีสลิปเงินเดือนใช้หนังสือรับรองเงินเดือน อายุไม่เกิน 2 เดือน
สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือนล่าสุด
เอกสารหลักประกัน

สำเนาโฉนดที่ดินทุกหน้า หรือสำเนา นส. 3 ก ทุกหน้า หรือสำเนาหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด หรือ อ.ช.2 ทุกหน้า
สำเนาหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้าง หรือสำเนาใบอนุญาตปลูกสร้างบ้านหรือสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน ทด.13 หรือสำเนาสัญญาซื้อขายห้องชุด อ.ช.23
สำเนาใบเสร็จการชำระค่างวดสินเชื่อบ้านที่ต้องการรีไฟแนนซ์ฉบับล่าสุด (อายุไม่เกิน 1 เดือน)
สำเนาสัญญาเงินกู้จากธนาคารเดิม
ที่มา : ธนาคารออมสิน

24


บอร์ด EKH อนุมัติออกวอร์แรนท์ 150 ล้านหุ้น จัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นฟรี อายุ3 ปี ราคาใช้สิทธิธิ 1 หน่วยต่อหุ้นสามัญ 1 หุ้น ที่ราคา 6.30 บาทต่อหุ้น หวังนำเงินแปลงสภาพเสริมสภาพคล่อง-ใช้ลงทุนในอนาคต

บริษัท เอกชัยการแพทย์ จํากัด (มหาชน) หรือ EKH แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 4/2564เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2564 ได้อนุมัติการออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ(วอร์แรนท์)ของบริษัท ครั้งที่ 1 (EKH-W1) จำนวนไม่เกิน 150 ล้านหน่วย เพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทตามสัดส่วนการถือหุ้น ในอัตราส่วน 4 หุ้น ต่อ1 หน่วยใบสำคัญแสดงสิทธิถูกกฎหมายเชื่อถือได้ กรณีมีเศษที่เกิดขึ้นจากการคำนวณให้ปัดทิ้ง โดยไม่คิดมูลค่า (ศูนย์บาท)

สำหรับใบสำคัญแสดงสิทธิดังกล่าวมีอายุไม่เกิน 3 ปี นับจากวันที่ออกใบสำคัญแสดงสิทธิและมีอัตราการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วยต่อหุ้นสามัญ 1 หุ้น ที่ราคา 6.30 บาทต่อหุ้น โดยกําหนดวันกําหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับจัดสรรใบสําคัญแสดงสิทธิ EKH-W1 (Record Date) ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2564 และคาดว่าบริษัทคาดว่าจะออกและจัดสรรใบสําคัญแสดงสิทธิEKH-W1ได้ในเดือนพฤศจิกายน 2564
 


สำหรับการออกใบสำคัญแสดงสิทธิ  EKH-W1 เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและเสริมสร้างความแข็งแกร่งและให้มีความยืดหยุ่นทางการเงินสําหรับการลงทุนในอนาคต เช่น การลงทุนในโรงพยาบาลเฉพาะทางสําหรับผู้สูงอายุ  รวมทั้งการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มหรือ Synergy ให้กับบริษัทและเพื่อสํารองเงินไว้ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท เมื่อมีการใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญของบริษัทตามใบสําคัญแสดงสิทธิEKH-W1
 

 


สำหรับประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นจะพึงได้รับจากการเพิ่มทุน บริษัทจะมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งมากขึ้น มีสภาพคล่องของเงินทุนหมุนเวียนเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจและการลงทุนที่มากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้และผลกําไรของบริษัท และผู้ถือหุ้นของบริษัทจะได้รับผลประโยชน์จาก การที่บริษัทสามารถนําเงินที่ได้รับไปใช้ในโครงการต่างๆ ของบริษัทในอนาคตตามความเหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการออกและจัดสรรใบสําคัญแสดงสิทธิ EKH-W1 ในครั้งนี้

รวมถึงอนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 75 ล้านบาท  แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 150 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์)หุ้นละ 0.50 บาท  เพื่อรองรับการใช้สิทธิแปลงสภาพใบสำคัญแสดงสิทธิ EKH-W1

25
ผู้สูงอายุควรทาน ข้าวไรซ์เบอรี่ และ ประโยชน์ของข้าวไรซ์เบอรี่  มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง
ข้าวไรซ์เบอร์รี่ /  ข้าวไรซ์เบอรี่เกษตรอินทรีย์
มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง    นโยบายส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์  ประโยชน์และสรรพคุณเพียบ!!




  ปลูกข้าวไรซ์เบอรี่อินทรีย์ ( Rice Berry ) เป็นพันธุ์ข้าวที่ผสมกันระหว่างข้าวเจ้าหอมนิล กับ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 มีลักษณะสีม่วงดำ เมล็ดเรียวยาว ผิวมันวาว อุดมไปด้วยวิตามินและมีคุณค่าทางอาหารสูงจึงเป็นที่นิยมสำหรับคนที่รักสุขภาพ
  •  ข้าวไรซ์เบอรี่อินทรีย์ มีสารที่ชื่อว่า สารแอนโทไซยานิน ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงมากกว่าวิตามินซีและวิตามินอี ถึง 2 เท่า ทั้งยังมีวิตามินแร่ธาตุมากมายและมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ได้แก่ เบต้าแคโรทีน แกมมาโอไรซานอล โอเมก้า 3 วิตามินอี โฟเลต เหล็ก และ สังกะสี
  •  ข้าวไรซ์เบอรี่อินทรีย์ สรรพคุณ ของ   ข้าวไรซ์เบอรี่เกษตรอินทรีย์ ที่รู้แล้วต้องรีบหาข้าวชนิดนี้มาทาน
  • ข้าวไรซ์เบอรี่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูง
  •  ข้าวกล้องไรซ์เบอรี่ออร์แกนิค มีสารที่ชื่อว่า โพลิฟีนอล ที่จะช่วยทำลายฤทธิ์ของอนุมูลอิสระ จึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้
  •  ข้าวสุไรซ์เบอร์รี่ขภาพช่วยป้องกันโรคหัวใจ
  • ข้าวไรซ์เบอร์รี่เกษตรอินทรีย์ จะช่วยทำให้เลือดหมุนเวียนไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆภายในร่างกายได้อย่างเป็นปกติ จึงช่วยป้องกันโรคหัวใจ และ หลอดเลือดหัวใจอุดตัน
  •  ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ออร์แกนิค ช่วยลดระดับไขมันและคอเรสเตอรอล
  • ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ ช่วยรักษาโรคเบาหวาน
  •  ข้าวไรซ์เบอร์รี่ปลอดสารพิษ ยังช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่น ชะลอความแก่ ลดริ้วรอย และยังลดการอักเสบที่ผิวหนังได้อีกด้วย
  • ข้าวไรซ์เบอร์รี่ช่วยบำรุงระบบไหลเวียนโลหิต
  •  ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ออแกนิค จะช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดียิ่งขึ้น ผู้สูงอายุมักมีปัญหาด้านระบบไหลเวียนโลหิต
  •  ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ออแกนิค ช่วยบำรุงสมอง
  •  ข้าวไรซ์เบอร์รี่ออแกนิค มีคุณสมบัติช่วยควบคุมน้ำตาล และยังช่วยชะลอการดูดซึมของน้ำตาลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นช้า จึงเหมาะกับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วน
  •  ข้าวไรซ์เบอร์รี่ออแกนิคช่วยรักษาโรคโลหิตจาง
  • ข้าวไรซ์เบอร์รี่เกษตรอินทรีย์  มีธาตุเหล็ก ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงโลหิตและบำรุงร่างกายให้แข็งแรง จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง
  •  ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ออแกนิค มีไฟเบอร์สูง จึงช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ ช่วยแก้อาการท้องผูก ใครที่ท้องผูกบ่อยๆควรเปลี่ยนจากการรับประทานข้าวขาวมาเป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่ก็จะช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น
  •  ข้าวไรซ์เบอร์รี่ออแกนิค ช่วยลดน้ำหนัก ข้าวไรซ์เบอร์รี่มีใยอาหารสูง เมื่อรับประทานจะทำให้รู้สึกอิ่มท้องได้นาน ไม่หิวบ่อย ทั้งยังมีปริมาณน้ำตาลต่ำกว่าการรับประทานข้าวขาว
  •  ข้าวไรซ์เบอร์รี่ออแกนิคสำหรับทารก ช่วยบำรุงระบบไหลเวียนโลหิต ข้าวไรซ์เบอร์รี่จะช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดียิ่งขึ้น ผู้สูงอายุมักมีปัญหาด้านระบบไหลเวียนโลหิต
  •  ข้าวไรซ์เบอร์รี่ออแกนิคสำหรับทารก ช่วยบำรุงสมอง และ ข้าวไรซ์เบอรี่มีโอเมก้า 3 และ วิตามินบี ที่จะช่วยบำรุงระบบประสาทและการทำงานของระบบสมองให้ดียิ่งขึ้น
  •  ข้าวไรซ์เบอร์รี่ออร์แกนิคมีโฟเลตสูง คุณแม่ที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ ควรหันมารับประทานข้าวไรซ์เบอร์รี่ เพราะมีสารโฟเลตสูง ซึ่งสารชนิดนี้จะช่วยบำรุงลูกน้อยในครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรง
  •  ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ มี เส้นใยของข้าวไรซ์เบอร์รี่จะช่วยลดไขมันและคอเรสเตอรอลให้ลดน้อยลง และยังมีสารแกมมาโอไรซานอลที่จะช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ในหลอดเลือด ทั้งยังช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือด
  • ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว
  •  ข้าวไรซ์เบอร์รี่ออแกนิก มีโอเมก้า 3 และ วิตามินบี ที่จะช่วยบำรุงระบบประสาทและการทำงานของระบบสมองให้ดียิ่งขึ้น
ข้าวฮอร์ (HOR) ได้รับมาตรฐาน
1. ใบรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ ( Organic Thailand)
2. ใบรับรองเครื่องหมาย "ข้าวพันธุ์แท้" จากกรมการข้าว จาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ในประเภทของ
2.1 ข้าวขาวดอกมะลิ 105 (ข้าวขาว)
2.2 ข้าวขาวดอกมะลิ105 (ข้าวกล้อง)
2.3 ข้าวมะลินิลสุรินทร์

ข้าว Hor.Boutique ข้าวอินทรีย์สุรินทร์   ข้าวไรซ์เบอร์รี่ออแกนิคสำหรับทารก   การผลิตข้าวออร์แกนิค(ออแกนิค)    วิธีปลูกข้าวออร์แกนิค  
277 หมู่ 14 ถ.พิชิตชัย ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000
โทร. 092-8245655
website :  thai-organic-rice.tumblr.com/
Facebook :  'ข้าวปลอดสาร' ดีต่อสุขภาพ  
Twitter : https://twitter.com/hor_boutique
IG : https://www.instagram.com/hor.boutique/
Line: @Hor.Boutique

เรามีข้าวอินทรีย์ 7 ประเภทครับ   รูปภาพสำหรับข้าวออร์แกนิค
1.ข้าวหอมมะลิสุรินทร์
2.ข้าวกล้องหอมมะลิสุรินทร์
3.ข้าวปกาอำปึลอินทรีย์ ข้าวพื้นถิ่นสุรินทร์
4. ข้าวผสมหลายสายพันธุ์ออร์แกนิค จ.สุรินทร์
5.ข้าวกล้องมะลิแดงอินทรีย์ 
6.ข้าวมะลินิลอินทรีย์สุรินทร์
7.   กลุ่มข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ การผลิตข้าวอินทรีย์ต้นทุนต่ำ  

ข้าว Hor พร้อมขายแล้วที่ Shopee & Lazada  ปลูกข้าวอินทรีย์ กันมั้ย
https://shopee.co.th/hor.boutique
https://www.lazada.co.th/shop/horboutique/

#ข้าวไรซ์เบอรี่ #ประโยชน์ข้าวไรซ์เบอรี่ #ข้าวไรซ์เบอรี่ออแกนิก #ข้าวไรซ์เบอรี่อินทรีย์ #ข้าวไรซ์เบอรี่สุรินทร์  #ข้าวกล้องไรซ์เบอรี่ #ประโยชน์ข้าวกล้องไรซ์เบอรี่ #ข้าวกล้องไรซ์เบอรี่ออแกนิก #ข้าวกล้องไรซ์เบอรี่อินทรีย์ #ข้าวกล้องไรซ์เบอรี่สุรินทร์
 

 

 
 

26


ปธ.สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวลั่นเชียงใหม่พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติตามโครงการ “Charming Chiang Mai” นำร่องเฟสแรก 4 อำเภอ รอแค่ ศบค.ไฟเขียว ยืนยันการนำเชื้อโควิด-19เข้ามาแพร่ระบาดมีความเสี่ยงต่ำมาก เหตุผ่านการคัดกรองมาแล้วอย่างดีและอยู่ภูเก็ตมาแล้วอย่างน้อย 7 วัน ส่วนนักท่องเที่ยวไทยเดินทางเข้าได้ตามปกติ แค่ฉีดวัคซีนครบและปฏิบัติตามมาตรการคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อเคร่งครัด

นายพัลลภ แซ่จิว ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่และรองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยความพร้อมการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติภายใต้โครงการ “ชาร์มมิ่ง เชียงใหม่” (Charming Chiang Mai) ซึ่งตามแผนกำหนดจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.64ว่า ขณะนี้จังหวัดเชียงใหม่มีการเตรียมความพร้อมทุกอย่างตามโครงการนี้เป็นอย่างดี โดยเบื้องต้นโครงการนี้นำร่องระยะแรกในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงใหม่,อำเภอแม่ริม,อำเภอแม่แตง และอำเภอดอยเต่า ซึ่งในพื้นที่มีประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนแล้วประมาณ 50% เวลารอเพียงการพิจารณาของ ศบค.ว่าจะอนุมัติหรือไม่ โดยหากอนุมัติจะมีการจัดสรรวัคซีนฉีดให้ในพื้นที่จนครบ100%ต่อไปเพื่อรองรับการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีอำเภอที่พร้อมจะร่วมโครงการในระยะที่ 2 ได้แก่ อำเภอจอมทอง และอำเภอหางดง เป็นต้น

สำหรับรูปแบบของโครงการ “ชาร์มมิ่ง เชียงใหม่” จะคล้ายกับ“ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” ผนวกกับการควบคุมนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ท่องเที่ยวตามเส้นทางที่กำหนด(Sealed Route) โดยผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวตามโครงการนี้จะคลอบคลุมทั้งการท่องเที่ยวธรรมชาติ,การท่องเที่ยวเชิงผจญภัย,การท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตวัฒนธรรม,การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือกอล์ฟ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินการจะมีบริษัททัวร์ในโครงการเป็นผู้บริหารจัดการดูแลนักท่องเที่ยวให้เดินทางท่องเที่ยวตามจุดที่กำหนดไม่สามารถออกนอกเส้นทางได้ หากฝ่าฝืนผู้จัดการทัวร์จะมีความผิดด้วย


ขณะเดียวกันประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่และรองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า นักท่องเที่ยวต่างชาตกลุ่มแรกที่จะเข้ามาท่องเที่ยวเชียงใหม่ตามโครงการนี้กลุ่มแรกจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติจากภูเก็ต ซึ่งจะต้องมีการบริหารประสานงานเพื่อจัดเที่ยวบินตรงเข้ามา โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ต้องอยู่ภูเก็ตมาแล้วอย่างน้อย 7 วัน และผ่านการตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19มาแล้วเป็นอย่างดี จึงเชื่อมั่นได้ว่าจะไม่มีการนำเชื้อเข้ามาแพร่ระบาดในพื้นที่เชียงใหม่เหมือนที่บางส่วนอาจจะมีความเป็นห่วงกังวลกันอย่างแน่นอน

ด้านนักท่องเที่ยวชาวไทยนั้น นายพัลลภ กล่าวว่า ในส่วนของตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทยนั้น เชียงใหม่ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากและถือว่าเป็นตลาดหลักของเชียงใหม่ โดยทุกวันนี้สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวได้ตามปกติหากได้รับการฉีดวัคซีนครบตามที่กำหนด และเมื่อเข้ามาท่องเที่ยวแล้วต้องปฏิบัติตามมาตรการและคำสั่งของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่อย่างเคร่งครัด รวมทั้งปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรการป้องกันของแต่ละสถานที่และแหล่งท่องเที่ยวด้วย.

27


นายอนุวัตร โกศล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.จี แคปปิตอล (GCAP) กล่าวว่า บริษัทยังคงเป้าปล่อยสินเชื่อปีนี้ที่ 1 พันล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน โดยคาดว่าในช่วงไตรมาส 3-4/64 จะมียอดปล่อยสินเชื่อเพิ่มมากขึ้นจากปัจจัยทางฤดูกาล เนื่องจากเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตของเกษตรกรที่ถือเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัท

ประกอบกับสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ที่เริ่มคลี่คลาย และมาตรการผ่อนปรนของภาครัฐตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนสามารถเดินทางข้ามจังหวัดได้ ส่งผลดีต่อเกษตรกรที่สามารถเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อไปเก็บเกี่ยวผลผลิตและทางด้านพนักงานของบริษัทก็สามารถเดินทางเข้าไปดูแลลูกค้าในพื้นที่ต่างๆ ได้มากขึ้น

ปัจจุบัน สัดส่วนรายได้ซื้อหวยออนไลน์จากสินเชื่อเช่าซื้อยังคงเป็นรายได้หลักของบริษัทราว 75% โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องจักรกลการเกษตร เช่น รถเกี่ยวข้าวนวดข้าว รถแทรกเตอร์ หรือเครื่องจักรกลการเกษตรประเภทต่างๆ สำหรับสัดส่วนสินเชื่ออื่นๆ คิดเป็นประมาณ 25%

และในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา บริษัทมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าสามารถผ่านช่วงวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ทั้งโครงการพักชำระหนี้ในสินเชื่อสบายใจอันดามัน สินเชื่อเช่าซื้อรถเกี่ยวนวดข้าว สินเชื่อเพื่อธุรกิจ รวมไปถึงสินเชื่อสบายใจพนักงานอีกด้วย

สำหรับการควบคุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) บริษัทตั้งเป้าควบคุมให้ต่ำกว่าระดับ 5% ซึ่ง ณ สิ้นสุดไตรมาส 2/64 ระดับ NPL อยู่ที่ 1.13% ภายใต้มาตรการผ่อนปรนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสภาวิชาชีพบัญชี

นอกจากนี้ บริษัทได้เพิ่มช่องทางการชำระเงินเพื่อนำมาเสริมความสะดวกให้ลูกค้าผ่าน Line Official Account สินเชื่อสบายใจ ซึ่งลูกค้าสามารถสอบถามข้อมูล สมัครสินเชื่อ ตรวจสอบรายละเอียดสินเชื่อ แจ้งเปลี่ยนข้อมูลส่วนตัว หรือเช็กโปรโมชันด้วยตนเองได้ตลอด 24 ชั่วโมง

28


นายภูดินันท์ เศรษฐนันท์ ผู้บริหารพัฒนาผลิตภัณฑ์การเงิน ผู้บริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์การเงิน และผู้บริหารการขายลูกค้าบุคคลธนกิจ ธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย (CIMBT) เปิดเผยว่า ธนาคารยังคงเดินหน้าทำตามพันธกิจหลัก "Forward your wealth ส่งต่อความมั่งคั่ง" เพื่อยกระดับผลตอบแทนของลูกค้าบุคคลผ่านเครื่องมือตราสารหนี้ที่ธนาคารมีความเชี่ยวชาญและเป็นส่วนหนึ่งในผู้นำตลาด และยิ่งไปกว่านั้น ในปีนี้ธนาคารพร้อมพลิกโฉมประสบการณ์ลงทุนรูปแบบใหม่ที่ให้ลูกค้าทุกคนได้เข้าถึงโอกาสการลงทุนซื้อหวยออนไลน์แบบง่ายๆ กับการซื้อหุ้นกู้ตลาดรองผ่านแอปพลิเคชัน CIMB THAI Digital Banking ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 9 เดือน 9 ที่ผ่านมา

“เราในฐานะธนาคารที่เป็นผู้เล่นหลักในตลาดตราสารหนี้ของลูกค้าบุคคล และเข้าใจความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี เราจึงล่วงหน้าในการเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ เพื่อทำให้ทุกคนมั่งคั่งขึ้น และเข้าถึงโอกาสการลงทุนแบบง่ายๆ นั่นจึงเป็นที่มาของการพัฒนาช่องทางการซื้อหุ้นกู้ตลาดรองผ่านแอป CIMBTHAI digital banking และเปิดตัวไปในวันที่ 9 เดือน 9 ที่ผ่านมา ที่ทุกคนสามารถเลือกซื้อหุ้นกู้คุณภาพดีได้จากทุกสถานที่ และตอบรับกระแสโลกที่กำลังเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่ยุค New Normal ที่การลงทุนควรเข้าถึงได้ง่ายๆ ผ่านมือถือแค่เครื่องเดียว" นายภูดินันท์ กล่าว

สำหรับการเปิดตัวในครั้งแรกกระแสตอบรับดีเกินคาด มีลูกค้าเข้ามาทำรายการ 30 รายการต่อวัน แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นไปมากกว่านั้น ธนาคารเห็นแรงกระเพื่อมในโลกออนไลน์ รวมถึงมีคนที่สนใจโทร.เข้ามา ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าคนไทยเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ๆ ของการลงทุน ซึ่งหุ้นกู้มีเอกลักษณ์การจ่ายดอกเบี้ยประจำเป็นรายงวด จึงเข้ามาตอบโจทย์ดังกล่าว และนั่นเป็นสิ่งที่เราคาดหวัง เพราะเราอยากให้ทุกคนมีความมั่งคั่งมากขึ้นผ่านการขยับเงินออมมาลงทุนในหุ้นกู้โดยยินดีรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และเมื่อมีผู้ลงทุนหรือผู้สนใจลงทุนในตราสารหนี้มากขึ้น ตลาดตราสารหนี้ก็จะได้รับการพัฒนาเป็นกลไกหลักในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้ต่อไป

ทั้งนี้ บริการซื้อหุ้นกู้ตลาดรองผ่านแอป เพียงเปิดบัญชีเงินฝาก หรือมีบัญชีอะไรก็ได้ของธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย แล้วดาวน์โหลดแอป CIMB THAI Digital Banking มาไว้ในมือถือ เข้าไปที่เมนูหุ้นกู้ จะพบรายชื่อหุ้นกู้ตลาดรองที่เสนอขายในช่วงเวลานั้น ลูกค้าสามารถศึกษารายละเอียดและอ่านหนังสือชี้ชวนของหุ้นกู้แต่ละบริษัทก่อน และเมื่อตัดสินใจลงทุน สามารถกดซื้อ ทำการยืนยัน และชำระเงินผ่านแอปได้ทันที ไม่มีค่าธรรมเนียม แถมสะดวกสบายครบจบในแอปเดียว โดยนักลงทุนต้องมีเงินในบัญชีที่เคลื่อนไหว และมียอดเงินเพียงพอสำหรับชำระหุ้นกู้ ซึ่งในช่วงต้น ธนาคารได้กำหนดยอดจองซื้อหุ้นกู้ผ่านแอปให้ลงทุนได้สูงสุดที่ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อวัน
URL
 30
 

29


น.ส.อรนุช วรรณภิญโญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกว่างโจว เปิดเผยว่า ขณะนี้วิถีการใช้ชีวิตที่เร่งรีบในสังคมการทำงานของชาวจีนในปัจจุบันก่อให้เกิดปัญหาในการรับประทานอาหารมื้อเช้าของคนจีนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะชาวจีนวัย Gen Z ที่เข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ และห่างไกลจากครอบครัว ซึ่งทำให้พ่อแม่เป็นห่วง และมักจะกำชับให้ลูกรับประทานอาหารเช้า แต่เนื่องจากช่วงเช้าที่ต้องเร่งรีบเข้างาน และภารกิจงานที่หลากหลายจึงทำให้เวลาในการรับประทานอาหารเช้ามีไม่มาก ดังนั้น คนวัยหนุ่มสาวในจีนจึงนิยมเลือกซื้ออาหารเช้าที่รับประทานง่ายและสะดวก ทำให้แบรนด์อาหารเช้าจานด่วน (อาหารเช้าที่รับประทานง่าย รวดเร็ว และสะดวก) เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นได้จากร้านจำหน่ายซาลาเปา มีการขยายสาขาเพิ่มขึ้น รวมถึงร้านปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้ และยังมีร้านสะดวกซื้อ เช่น ร้าน 7-11 ร้าน Family Mart และร้านอาหารและเครื่องดื่มแฟรนไชส์ เช่น แมคโดนัลด์ Starbucks ที่จำหน่ายอาหารเช้ากันอย่างคึกคัก และยังมีแพลตฟอร์มจำหน่ายอาหารสดก็ได้เริ่มขยายธุรกิจมาจำหน่ายอาหารเช้าสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ แม้ความต้องการอาหารเช้าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่พบว่าคนวัย Gen Z ได้นิยมรับประทานขนมแทนอาหารเช้ามื้อหลักมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากแบรนด์ขนมต่างๆ เริ่มออกผลิตภัณฑ์สำหรับมื้ออาหารเช้า และมีขนมที่เป็นได้ทั้งอาหารมื้อหลักและอาหารว่างในขณะเดียวกัน เช่น ขนมปังสอดไส้ผสมแลคติกแอซิดแบคทีเรีย ขนมข้าวโอ๊ตอบกรอบ ที่สามารถเป็นได้ทั้งขนมขบเคี้ยว และหากผสมนมร้อนๆ ก็จะกลายเป็นซุปข้าวโอ๊ตที่หอมอร่อย

สำหรับเทรนด์ขนมที่เป็นที่นิยม คือ ขนมที่ให้พลังงานต่ำหรือ Low Energy โดยการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานต่ำจะทำให้สามารถรับประทานอาหารได้มากขึ้น และควบคุมน้ำหนักได้ดี ส่วนการบริโภคขนมแทนอาหารมื้อหลัก ผู้บริโภคชาวจีนมักนิยมเลือกบริโภคขนมเพื่อสุขภาพ เพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วนแก่ร่างกาย เช่น ขนมประเภทเนื้อแผ่น โยเกิร์ต ธัญพืช โปรตีนเวเฟอร์ เครื่องดื่มโปรตีน เพื่อช่วยเสริมโปรตีน และขนมประเภทข้าวโอ๊ต และไฟเบอร์เวเฟอร์ เพื่อช่วยเสริมไฟเบอร์เข้าสู่ร่างกาย

น.ส.อรนุชกล่าวว่า ปัจจุบันขนมเพื่อสุขภาพได้พัฒนากลายเป็นอาหารมื้อหลัก โดยเฉพาะมื้อเช้าให้แก่กลุ่มผู้บริโภคชาว Gen Z มากขึ้น ซึ่งเทรนด์ดังกล่าวถือเป็นโอกาสดีของสินค้าขนมจากไทยที่จะสามารถนำขนมเพื่อสุขภาพเข้ามาบุกตลาดจีนได้มากขึ้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรคิดค้นผลิตภัณฑ์ขนมเพื่อสุขภาพอย่างสร้างสรรค์ที่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งอาหารมื้อหลัก อาหารมื้อว่าง และอาหารเสริม ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าได้มากขึ้น และเจาะกลุ่มผู้บริโภคได้ในวงกว้าง

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญต่อการออกแบบบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ขนมให้ดูดีติดเทรนด์ และปลอดภัย โดยสามารถค้นหาขนมเพื่อสุขภาพที่ติดเทรนด์ใหม่ๆ บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีนมาประกอบเป็นแนวทางการออกแบบ รวมถึงควรแสดงรายละเอียดส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ขนมให้ชัดเจน เนื่องจากผู้บริโภคชาวจีนยุคใหม่นิยมนำส่วนประกอบและส่วนผสมของอาหารมาเป็นองค์ประกอบหลักในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยควรทำการศึกษากฎระเบียบการนำเข้าต่างๆ ของอาหารที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนเพื่อขจัดอุปสรรคในขั้นตอนการนำเข้าต่างๆ เนื่องจากส่วนประกอบหรือส่วนผสมของอาหารบางชนิด เช่น สมุนไพรต่างๆ หรือสารอาหารบางชนิด อาจจัดเป็นอาหารเสริมซึ่งมีกระบวนวิธีในการนำเข้าที่ซับซ้อน หรือจีนยังไม่อนุญาตให้นำเข้า ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดรายการอาหารที่จีนอนุญาตให้ไทยนำเข้าได้ที่เว็บไซต์จากทางศุลกากรจีน http://43.248.49.223/index.aspx

30


สี่เศรษฐีใหม่ดวงเฮง ซื้อหวยออนไลน์ถูกลอตเตอรีรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 16 ก.ย.2564 (070935) เข้าลงบันทึกประจำวัน ในพื้นที่ จ.เลย และชลบุรี 


เมื่อเวลา 17.00 น. (16 ก.ย.2564) นางดาวรุ่ง ชัยมงคล อายุ 45 ปี อาศัยอยู่ อ.ท่าลี่ จ.เลย เข้าพบ ร.ต.อ.ชัยพิชญ์ ชัยมงคล รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองเลย จ.เลย เพื่อแจ้งความไว้เป็นหลักฐานว่า ตนเองซื้อลอตเตอรีหมายเลข 070935 กับแม่ค้าบริเวณบ้านขอนแดง ต.นาอาน จ.เลย ตรวจพบถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 1 ใบ 6,000,000 บาท 

ขณะที่ เมื่อเวลา 17.30 น. ที่ อ.วังสะพุง จ.เลยนางสาวยมลภัทร สีสวัสดิ์ อายุ 23 ปี เดินทางไปบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานกับ ร.ต.ท.สิทธิศักดิ์ เวชสูงเนิน รอง สว.(สอบสวน) สภ.วังสะพุง เนื่องจากถูกลอตเตอรีรางวัลที่ 1 จำนวน 2 ใบ รับเงิน 12,000,000 บาท 

ส่วนอีกสองรายอยู่ที่อำเภอบ้านบึง จ.ชลบุรี นางสาวพิมพ์ชนก สุดตา อายุ 31 ปี และนางสาวสุภัตตรา อิ่มกมล อายุ 36 ปี เข้าแจ้งความเป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจภูธรบ้านบึง ดวงเฮงถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 2 ใบ รับ 12 ล้านบาท 

ผู้สื่อข่าวสอบถามทั้งคู่ เปิดเผยว่า ปกติมีอาชีพเป็นแม่ค้าขายอาหารในห้างสรรพสินค้าโลตัส สาขาบ้านบึง เมื่อเช้าได้แวะที่แผงจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลบริเวณแยกหนองชาก โดยบอกกับเจ้าของแผงว่ามีเลข 935 หรือไม่ ทางเจ้าของแผงบอกว่ามีเหลือ 2 ใบ จึงเอาทั้งสองใบ แล้วแบ่งให้กับนางสาวสุภัตตรา คนรักหนึ่งใบ จากนั้นจึงเดินทางมาเปิดร้านขายอาหารตามปกติ ระหว่างที่ทำงานก่อนที่จะออกสลากกินแบ่งรัฐบาลนางสาวพิมพ์ชนกเปิดเผยว่าตนเองรู้สึกเหม่อลอย ทำให้มีดบาทเข้าที่นิ้ว เพื่อนที่อยู่ภายในศูนย์อาหารบอกว่า ถือว่าเป็นการฟาดเคราะห์เดี๋ยวจะได้รับโชคใหญ่ กระทั่งถึงเวลาประกาศผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล ปรากฏว่าตนเองได้ยินเพียงเลขสามตัวสุดท้ายส่วนสามตัวหน้าฟังไม่ชัด จึงได้ถามเพื่อนว่าเลขรางวัลที่หนึ่งคือเลขอะไร เพื่อนบอกว่า 070935 จึงนำเอามาตรวจ ก็ตื่นเต้นดีใจเพราะถูกรางวัลที่หนึ่ง

ด้านตำรวจลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และได้แสดงความยินดีกับเศรษฐีรายใหม่

หน้า: [1] 2 3 ... 9